วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ไข่ขาวรักษาแผลน้ำร้อนลวก


ใครที่ไม่อยากมีแผลเป็นจากการลูกน้ำร้อนลวกฟังทางนี้ เรามีวิธีรักษามาบอก
เริ่มแรกนำไข่ไก่มา 1 ฟอง ตอกใส่ในถ้วย แล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นนำไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก จนกว่าจะแห้ง เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด รอยแผลแดง หรือ พุพองก็จะหายไป ข้อแนะนำ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็น หรือแคะแกะ เกา แผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังถลอก รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ไม่อยากเป็นแผลเป็น ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้.

ออฟฟิศซินโดรมโรคร้ายที่บรรเทาได้

ไม่ต้องตกใจเพราะมั่นใจได้ว่าเกินครึ่งคนทำงานออฟฟิศเป็นโรคนี้แทบทุกคน
ใครที่อ่านสารพันวันละโรคแล้วเข้าข่ายเป็นออฟฟิสซินโดรม เพียงแต่จะแสดงอาการถึงขั้นไหน อย่างที่ทราบไม่ตายในทันที แต่แสนทรมานฉะนั้นควรรู้วิธีบำบัดและบรรเทาเพื่อให้รางวัลกับร่างกายตัวเองจากการทำงานหนักบ้าง อาการแรกที่หลายคนเป็น คือปวดร้าวตั้งแต่คอไปจนถึงเอว หรือผู้หญิงบางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ หิ้วกระเป๋าหรือโน้ตบุ๊คหนักเกินไป จะมีอาการปวดขาและไหล่ร่วมด้วย แพทย์อายุรเวทบอกเคล็ดลับให้นำไปปฏิบัติคือ
1.ยืดกล้ามเนื้อประมาณ 10 นาทีเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง
2.วางแขนแนบโต๊ะทำงานตั้งแต่ศอกไปจนถึงข้อมือเวลาใช้คีย์บอร์ด
3.ใช้หมอนรองบริเวณหลังเวลานั่งเก้าอี้สำนักงาน เพื่อป้องกันการปวดหลัง
4.เมื่ออาการปวดเมื่อยเริ่มสำแดง งดออกกำลังกายที่หนักเกินไป ควรใช้วิธีบริหารหรือคลายกล้ามเนื้อแทน เช่น การว่ายน้ำหรือเล่นโยคะ ตาแห้ง สายตาพล่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา ใต้ตาคล้ำ อาการยอดฮิตอีกอย่าง แนะนำให้เมื่อกลับมาจากทำงาน นำแตงกวาหรือถุงชามาแปะไว้บนเปลือกตา หลับตาพักประมาณ 15 นาที หากใครรักสวยรักงามขึ้นมาอีกนิด ให้ฝานมันฝรั่งสดแปะใต้ดวงตาเป็นประจำจะช่วยลดอาการบวมและดำได้ชะงัด สำคัญอย่าลืมรับประทานผักที่มีวิตามินเอควบคู่ไปด้วย ใครที่ยังเข้าใจผิดคิดว่าผักบุ้งมีวิตามินเอมากที่สุด รู้ข้อมูลใหม่โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจัด 5 อันดับที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ นำลิ่วมาก่อนใครคือตำลึง ผักหวาน แครอท ฟักทอง และมะเขือเทศ ตามลำดับ ส่วนใครที่มีอาการขั้นรุนแรงเกินกว่าปวดเมื่อยเล็กๆ น้อยๆ คงต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่ารีรอให้โรคลุกลามไปสู่อาการหนัก แต่สำคัญที่สุด คือ การป้องกันก่อนเกิด เพราะนอกจากเสียสุขภาพใจแล้ว ยังต้องมาเสียสุขภาพจิตตอนจ่ายเงินค่ารักษาอีก.

กินต้องเลือกเพื่อ เหงือกและฟัน


อาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย...
การเลือกรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เหล่า มีผลต่อการเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ในมุมกลับกัน การกินไม่เลือก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ การได้สารอาหารครบมีความจำเป็นต่อสุขภาพฟันและเหงือก เราพบว่าถ้าขาดอาหารโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามเร็วมาก แรงต้านทานต่อการอักเสบจะลดน้อยลง สารอาหารที่เพียงพอจะมีผลดีต่อการเจริญเติบโตของฟันในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับอาหารครบทุกหมู่เหล่าที่มีผลต่อการสร้างฟัน โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และ ฟลูออไรด์ โปรตีน วิตามิน ต่างๆ จริงๆ แล้วฟันของเด็กเริ่มเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์ อาหารที่คุณแม่ทานย่อมมีผลต่อฟันลูกอย่างแน่นอน อาหารทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบอาหารทุกชนิดที่เราทานจะผ่านทางปาก โดยมีการบดเคี้ยวสัมผัสกับเหงือกเป็นด่านแรก คราบอาหารที่หลงเหลือจากการบดเคี้ยว จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดทำลายฟันโดยแบคทีเรีย
อาหารที่ช่วยส่งเสริมทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบ น้ำตาล ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ขนม น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลที่อยู่ในนม น้ำตาลที่ผสมในอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด น้ำผึ้งที่ผสมในขนม น้ำตาลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดรับประทานทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องการสารอาหาร ที่มีในนม ผลไม้ ผัก แป้ง เป็นอาหารที่ทำให้เกิดพลังงาน (มีอยู่ใน ข้าว ขนมปัง ขนม ฯลฯ) ในมุมกลับกันก็ทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายเช่นกัน กินต้องเลือก เพื่อให้สุขภาพฟันดีเราต้องปรับวิธีการกิน และรูปแบบการกินเสียใหม่ ผมขอแนะนำว่า ลดการทานอาหารระหว่างมื้อ ยิ่งกินบ่อย เพิ่มความถี่ในการกิน จำนวนกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย ก็มีโอกาสสัมผัสกับผิวฟันมากขึ้น ฟันผุ เหงือกอักเสบง่ายขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในเด็กที่หลับคาขวดนม มักจะมีฟันผุทั้งปากก่อนฟันแท้ขึ้น หรือคนที่ทานอาหารว่างอยู่เรื่อย จะมีฟันผุและเหงือกอักเสบมากกว่าคนที่ทานอาหารตามมื้อลดทานอาหารหวานเหนียวๆ ติดฟันง่าย เช่น ท้อฟฟี่ น้ำเชื่อมที่มากับขนม น้ำอัดลม อาหารพวกแป้งที่แปรรูป เช่น ขนมปังกรอบ อาหารหวานสำเร็จรูปบางอย่าง เราควรดูฉลากเพื่อตรวจปริมาณน้ำตาล คงต้องเลือกและลดเสีย ไม่ควรทานบ่อยๆ เลือกทานผลไม้เป็นอาหารว่างแทนขนม สุขภาพฟันดี อย่าลืม กินต้องเลือก และแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ยาสีฟันที่มีฟูลออไรด์ ป้องกันฟันผุ ใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดตามซอกฟัน พบทันตแพทย์ ปี 2 ครั้ง ถ้าคุณระวังเรื่องอาหารสักหน่อยและทำความสำอาดทุกครั้งหลงรับประทานเป็นประจำ เชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพฟันและเหงือกดีตลอดไป

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

ที่สุดของประเทศในโลก

ประเทศ (Country) ที่มีเนื้อที่มากที่สุดในโลก
คือ ประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 17,075,400 ตารางกิโลเมตร (6,592,800 ตารางไมล์) คิดเป็นเนื้อที่ 11.5% ของเนื้อที่ทั้งหมดในโลก
ประเทศอิสระ (Independent country) ที่มีเนื้อที่น้อยที่สุดในโลก
คือ นครรัฐวาติกัน (the State of the Vatican City) หรือ Holy See ซึ่งเป็นดินแดนที่มีประเทศอิตาลีล้อมรอบอยู่ มีพระสันตปาปาเป็นประมุข มีเนื้อที่ทั้งหมดเพียง 108.7 เอเคอร์
ประเทศสาธารณรัฐ (Republic country) ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก
คือ สาธารณรัฐนาอูรู (Nauru) แถบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีเนื้อที่ประเทศทั้งหมด 5,261 เอเคอร์
ประเทศในอาณานิคม (Colony) ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก
คือ ประเทศ Gibraltar ซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษในคาบสมุทรไอบีเรีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศสเปน ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 5.8 ตารางกิโลเมตร (2 1/4 ตารางไมล์)
ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศอื่นๆ มากที่สุดในโลก
คือ ประเทศจีน ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 15 ประเทศคือ Mongolia, Russia, North Korea, Macau, Vietnam, Laos, Myanmar, India, Bhutan, Nepal, Pakistan, Afghanistan, Tajikistan, Kyrgyzstan และ Kazakhstan
ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อระหว่างกันยาวที่สุดในโลก
คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกันยาว 6,416 กิโลเมตร (3,987 ไมล์)
ประเทศที่มีพรมแดนทางทะเลติดต่อระหว่างกันยาวที่สุดในโลก
คือ ประเทศแคนาดา และเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกันยาว 2,697 กิโลเมตร (1,676 ไมล์)
ประเทศที่มีพรมแดนติดต่อระหว่างกันสั้นที่สุดในโลก
คือ ประเทศอิตาลี กับ นครรัฐวาติกัน มีพรมแดนติดต่อระหว่างกันยาวเพียง 4.07 กิโลเมตร (2 ไมล์ 933 หลา)
ประเทศที่มีจำนวนประชากร (Population) มากที่สุดในโลก
คือ ประเทศจีน จากสถิติกลางปี ค.ศ. 1996 จีนมีประชากรทั้งหมด 1.22 ล้านล้านคน โดยมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นกว่า 12.1 ล้านคนต่อปี
ประเทศอิสระที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในโลก
คือ นครรัฐวาติกัน จากสถิติเมื่อปี ค.ศ. 1996 มีประชากรไม่ถึง 1,000 คน
ดินแดนที่มีเจ้าผู้ครองนคร (Principality) ที่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในโลก
คือ นครโมนาโค (Monaco) ดินแดนทางชายฝั่งตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ในเนื้อที่ประเทศเพียง 1.95 ตารางกิโลเมตร (0.75 ตารางไมล์) มีประชากรหนาแน่นถึง 30,500 คน (สถิติปี ค.ศ. 1996)
ประเทศที่มีอัตราการเกิด (Birth rate) สูงที่สุดในโลก
จากการสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 1995 ประเทศที่มีอัตราการเกิดสูงที่สุด คือ ไนเจอร์ (Niger) มีอัตราการเกิด 55.2% ต่อประชากร 1,000 คน
ประเทศที่ประกอบการอุตสาหกรรม (Industrial country) มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศสโลวาเกีย (Slovakia) คิดเป็น 53% ของรายได้ของประชากรมาจากการประกอบอุตสาหกรรม
ประเทศที่ประกอบการกสิกรรม (Rural country) มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศโซมาเลีย (Somalia) คิดเป็น 65% ของรายได้ประชากรมาจากการเพาะปลูก
ประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศรัฐเซีย คิดเป็นร้อยละ 41 ของ แหล่งก๊าซทั่วโลก
ประเทศที่ผลิต และมีปริมาณสำรองน้ำมันปิโตรเลียมมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศซาอุดิอาระเบีย คิดเป็นร้อยละ 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำมันของโลก สามารถผลิตได้ 7.867 ล้านบาร์เรล ต่อวัน
ประเทศที่มีภาษาพูดมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอินเดีย มีภาษาพูดมากกว่า 200 ภาษา
ประเทศที่มีทางรถไฟรวมกันแล้วยาวที่สุดในโลก
ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีทางรถไฟรวมกันแล้วยาวกว่า 350,000 ไมล์
ประเทศที่มีรถไฟใต้ดิน รวมกันแล้วยาวที่สุดในโลก
ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ทางรถไฟใต้ดินรวมกันแล้วยาว 462 ไมล์
ประเทศที่มีทางด่วนมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประมาณร้อยละ 65 ของความยาวของทางด่วนทั่วโลก
ประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 7,000 ครั้งต่อปี
ประเทศที่มีเกาะมากที่สุดในโลก
คือ ประเทศฟิลิปปินส์ มีมากกว่า 7,100 เกาะ
ประเทศที่มีทะเลสาบมากที่สุดในโลก
คือ ประเทศฟินแลนด์ มีมากกว่า 60,000 แห่ง
ประเทศที่มีลำธารมากที่สุดในโลก
คือ ประเทศมาเลเซีย
ประเทศที่มีคลองมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอิตาลี
ประเทศที่มีฟยอร์ด (Fiord) มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศนอร์เวย์
ประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย
ประเทศที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก
คือ ประเทศธิเบต สูงกว่าระดับน้ำทะเล 12,087 ฟุต
ประเทศที่ผลิตเหล้าไวน์ (Wine) ได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอิตาลี คิดเป็นร้อยละ 20.6 ของผลผลิตโลก
ประเทศที่ผลิตเหล้าองุ่นได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส
ประเทศที่มีทองคำมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอัฟริกาใต้ คิดเป็นร้อยละ 35 ของการผลิตทองคำของโลก มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโยฮันเนสเบิร์ก
ประเทศที่ผลิตแร่เงินได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศเม็กซิโก คิดเป็นร้อยละ 15.7 ของผลผลิตโลก
ประเทศที่มีแร่ดีบุกมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย คิดเป็นร้อยละ 15.7 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่มีผลผลิตยางพาราดิบมากที่สุดในโลก
คือ ประเทศมาเลเซีย คิดเป็นร้อยละ 28.7 ของผลผลิตโลก
ประเทศที่ผลิตถ่านหินลิกไนต์มากที่สุดในโลก
คือประเทศเยอรมนี คิดเป็นร้อยละ 30.4 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่ผลิตปูนซีเมนต์ได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศจีน คิดเป็นร้อยละ 17.8 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่มีหินอ่อนคุณภาพดีที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอิตาลี
ประเทศที่ผลิตแร่เหล็กได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศรัสเซีย คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่ปลูกชามากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอินเดีย คิดเป็นร้อยละ 29 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศบราซิล คิดเป็นร้อยละ 23.8 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่ผลิตกระดาษได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศแคนาดา ปีหนึ่งผลิตได้มากกว่า 4 ล้านตัน
ประเทศที่ผลิตยาสูบได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศจีน คิดเป็นร้อยละ 38.6 ของผลผลิตโลก
ประเทศที่ผลิตรถยนต์ได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น เป็นอันดับหนึ่งของโลก คิดเป็นร้อยละ 36.2 ของปริมาณการผลิตในโลก
ประเทศที่มีผลผลิตจากอุตสาหกรรมยางรถยนต์ได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เฉลี่ยปีละประมาณ 210,000 ตัน
ประเทศผลิตข้าวสาลีได้มากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศรัสเซีย คิดเป็นร้อยละ 18.1 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่มีผลผลิตจากเมล็ดฝ้ายมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศจีน คิดเป็นร้อยละ 24 ของผลผลิตโลก
ประเทศที่ขุดน้ำมันดิบขายเป็นสินค้าออกมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศซาอุดิอารเบีย
ประเทศที่มีผลผลิตจากน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย คิดเป็นร้อยละ 55 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่มีผลผลิตน้ำตาลมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศอินเดีย คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของผลผลิตในโลก
ประเทศที่มีผลผลิตผ้าไหมมากที่สุดในโลก
ได้แก่ ประเทศจีน คิดเป็นร้อยละ 57.1 ของผลผลิตในโลก

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าอ้วน

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าอ้วน ต้องมีน้ำหนักตัวเท่าไร ต้องมีไขมันแค่ไหน พุงต้องโตแค่ไหน ถ้าเริ่มจากศูนย์ วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูพุงตัวเอง! ถ้ามีพุงก็ถือได้แล้วว่าอ้วน!
เรื่อง: รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์
ยกตัวอย่างเช่นผม ผมหนัก 80 กิโลกรัม (แต่ในเดือนนี้ต้องเดินทางบ่อย ไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อังกฤษ ฟินแลนด์ แคนาดา กินไม่หยุด ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย น้ำหนักเลยปาเข้าไป 83 กิโลกรัม! ที่กินไม่หยุดเพราะไม่แน่ใจว่ามื้อต่อไปจะมีให้กิน หรือกินได้หรือไม่!) ผมอ้วนแล้วหรือยัง เราคงไม่ได้ดูน้ำหนักตัวอย่างเดียว โดยสากลนิยมเราต้องดูส่วนสูงของเราด้วย ผมสูง 178 เซนติเมตร ผู้เชี่ยวชาญของโลกคิดวิธีคำนวณว่าอ้วนหรือไม่ด้วยการหาดัชนีมวลกายหรือ body mass index หรือ BMI คือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง BMI ของผมคือ 80 หาร 1.782 ซึ่งออกมาเป็น 25.25 องค์การอนามัยโลกให้ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 แต่เนื่องจากคนเอเชียมีโครงสร้างผอมบาง เล็ก องค์การอนามัยโลกจึงให้ชาวเอเชียมี BMI ไม่เกิน 23 จากนี้จะเห็นได้ว่า BMI ของผมสูงไปไม่ว่าจะคิดสำหรับชาวเอเชีย หรือชาวฝรั่ง!
แต่ดู BMI อย่างเดียวไม่ได้เสมอไป บางคนมี BMI สูง แต่เป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้น ไขมันไม่มีเลย ฉะนั้นการดู BMI จึงเป็นการดูแบบคร่าวๆ ต้องดูส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น ดูพุงตัวเอง ปกติแล้วคนเราต้องมีพุงที่เล็กกว่าสะโพก ใครมีพุงใหญ่กว่าสะโพกก็ถือว่าอ้วนมากแล้ว โดยทั่วไปไม่น่าที่จะมีพุงใหญ่กว่า 36 นิ้ว
โดยสรุปถ้าไม่มีที่ชั่งน้ำหนัก ไม่มีที่วัดส่วนสูง ดูพุงตัวเองก็พอแล้ว ถ้าพุงใหญ่เกินไปก็ถือว่าอ้วนมากแล้ว! ถึงแม้ว่าที่แขน ขา สะโพกอาจไม่อ้วน ทั้งนี้ความอ้วนหรือไขมันที่พุงจะมีความหมายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าไขมันที่อื่น เช่น ถ้าอ้วนที่พุงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน และโรคเบาหวาน (ชนิดที่ 2)
แต่ประเด็นคือ ต้องยอมรับตัวเองว่าพุงใหญ่หรือไม่? ถ้าอ้วนหรือมี BMI สูงเกินไป จะมีความหมายอย่างไร? ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าถ้าอ้วนเกินไปจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคกระดูกเสื่อม โรคกรนและหยุดหายใจซึ่งจะมีภาวะแทรกซ้อนมากมายตามมา แม้แต่โรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ และยังมีโรคอื่นๆ อีกมากมาย
ทำไมจึงอ้วน? คำตอบที่ง่ายคือ ผู้ที่อ้วนรับประทานอาหารมากกว่าที่จำเป็น มากกว่าที่ร่างกายจะใช้ อาจจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน อันนี้หมายความว่า ในขณะนี้รับประทานไม่มากกว่าที่ร่างกายใช้ แต่ยังอ้วนอยู่เพราะในอดีตรับประทานมากไป
ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ต้องการพลังงานเพื่อความอยู่รอด ถึงแม้เราจะนอนหลับหรือนั่งเฉยๆ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานในการดำรงชีวิตอยู่ หรือที่เรียกว่า basic metabolism เพื่อการหายใจ เพื่อให้หัวใจเต้น การใช้พลังงานประการที่ 2 คือการเคลื่อนไหวประจำวัน ฯลฯ และประการที่ 3 คือการออกกำลังกาย โดยสรุปพอพูดได้ว่าผู้ที่อ้วน คือผู้ที่ได้รับพลังงานเข้าไปในร่างกายมากกว่าที่ร่างกายจะใช้ อาหารที่ให้พลังงานมาจาก 3 แหล่งคือ ไขมัน แป้ง และโปรตีน เท่านั้นคือ 9, 4 และ 4 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งกรัมตามลำดับ ส่วนวิตามิน เกลือแร่ และน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีแคลอรีหรือให้พลังงานเลย
ถ้าจะลดน้ำหนักจะต้องคุมอาหารและออกกำลังกาย จะต้องรับประทานน้อยกว่าที่ใช้ การคุมอาหารอย่างเดียวหรือออกกำลังกายอย่างเดียวจะได้ผลยาก โดยเฉพาะถ้าออกกำลังกายอย่างเดียวถึงแม้จะออกกำลังกายมาก แต่ถ้ารับประทานมากกว่าที่ใช้ก็จะยังลดน้ำหนักไม่ได้อยู่ดี ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไม่รับประทานอาหารเลย เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียไขมันและกล้ามเนื้อ แต่ถ้าคุมอาหารอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายจะลดน้ำหนักได้ช้าและน้ำหนักที่ลดอาจเป็นกล้ามเนื้อ หลักการของการลดน้ำหนักคือต้องลดไขมันไม่ใช่กล้ามเนื้อ!
ในปัจจุบันโรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงเกิดธุรกิจขึ้นมากมายสำหรับการลดน้ำหนัก ผมเองมีความเห็นว่าถ้าใครที่อยากลดน้ำหนัก หากมีความรู้และมีวินัย ใจเย็นๆ ค่อยๆ ลดไป ก็จะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองเข้าคอร์สลดน้ำหนักที่ไหน บางแห่งคิดเงินแพงมากเพื่อให้ไปอดอาหารเท่านั้น
วิธีคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่ดี คือ
การรับประทานหนักไปทางพืชผักผลไม้ที่เขียวและแข็ง ปลา (ยกเว้นไข่ปลา) ไก่ที่ไม่มีหนัง และรับประทานข้าวได้บ้าง ถ้าหิวให้รับประทานผักมากๆ ข้าวให้น้อยที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงมันสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง กะทิ น้ำตาล น้ำหวาน ของหวาน
ควรมีเทคนิคในการรับประทาน เช่น ควรทราบว่ากว่าร่างกายจะรู้ว่าอิ่มจะต้องใช้เวลา 20 นาที ฉะนั้นค่อยๆ รับประทาน อาจเริ่มด้วยการรับประทานซุปผัก ตามด้วยสลัด ปลา และข้าวบ้าง ถ้าหิวให้รับประทานผักมากๆ ค่อยๆ เคี้ยว พูดไปคุยไปด้วยจะได้รับประทานได้ไม่มากใน 20 นาที
นอกจากนั้นควรแบ่งอาหารที่รับประทานทั้งวันออกเป็น 3 มื้อ แทนที่จะรับประทาน 1-2 มื้อต่อวัน เพราะในการรับประทานอาหารแต่ละครั้งจะต้องใช้พลังงาน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าปริมาณพลังงานที่รับประทานต่อวันต้องเท่ากัน แต่แบ่งออกเป็น 3-4 มื้อแทนที่จะรับประทาน 1-2 ครั้งต่อวันเท่านั้น
สำหรับการออกกำลังกาย ควรเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็คือการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ เช่น แขน หรือขา อย่างต่อเนื่องและนานพอ คืออย่างน้อย 20 นาที หนักพอ คือ ต้องออกกำลังกายให้หัวใจเต้นประมาณ 70% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้ หรือ maximal heart rate, MRI คือ 220 - อายุ (ปี) แต่ในทางปฏิบัติไม่ต้องไปวัดชีพจรเพราะวัดได้ยาก แต่ควรออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบเล็กน้อย แต่ยังพอพูดได้ และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าดูจากหลักการของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ว่านานพอ หนักพอ ก็คงคิดเองได้ว่าชนิดของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ คือ การเดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน กระโดดเชือก หรือเต้นแอโรบิค แต่จริงๆ แล้วเป็นการออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ทำได้นานพอ หนักพอ บ่อยครั้งพอ!
การออกกำลังกายที่สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด ใครจะทำก็ได้ คือการเดิน ผู้ที่อ้วน สูงอายุ หรือเข่า ข้อเท้าไม่ดี วิธีออกกำลังกายอันดับแรกก็คือว่ายน้ำ สองคือการถีบจักรยาน เมื่อน้ำหนักลดลงพอแล้วจึงอาจวิ่งได้
ถ้าจะให้ดีที่สุดคือเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เช่น ว่ายน้ำ1 วัน วิ่ง 1 วัน จักรยาน 1 วัน แต่การว่ายน้ำและถีบจักรยานไม่ช่วยให้ร่างกายสร้างกระดูก ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเดินหรือวิ่งบ้าง โดยเฉพาะสุภาพสตรี เนื่องจากสุภาพสตรีจะมีมวลกระดูกน้อยกว่าผู้ชาย ถ้ากระดูกมีน้อยไปจะทำให้เป็นโรคกระดูกบาง พรุน และอาจทำให้หักได้ง่าย
สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองควรลดน้ำหนัก อย่าลืมว่าการลดน้ำหนักควรลดเพียงครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์เท่านั้น วิธีดีที่สุดคือ ดูแลตนเองไม่ให้อ้วน ดีกว่าอ้วนแล้วจึงพยายามลดน้ำหนักครับ!

บำรุงเลือดลม ช่วยย่อยอาหาร

เมนูสุขภาพวันนี้ ยกให้ แครอท แอปเปิลเขียว และขิง เป็นพระเอก
เมนูสุขภาพวันนี้ กินดี ยกให้ แครอท แอปเปิลเขียว และขิง เป็นพระเอก เพราะงานนี้เจ้าส่วนผสมทั้งสามจะรวมตัวกันสกัดออกมาเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อระบบเลือดลมและการย่อยอาหาร เริ่มกันที่ แครอท ผัก สีเหลืองส้มเป็นแหล่งใหญ่ของเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ดีต่อผิวพรรณ สายตา ปอดและม้าม รวมทั้งมีสรรพคุณในการทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมตัวจนกลายเป็น ของเหลวเหนียว ซึ่งเป็นผลมาจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี นอกจากนี้ แครอท ยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ซัลเฟอร์และคลอรีน ที่จำเป็นต่อการทำความสะอาดเนื้อเยื่อและยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษอีกด้วย แอปเปิล เต็มเปี่ยมไปด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี 1 บี2 และบี 6 ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยลดความตึงเครียด ช่วยล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในตับและไต มีกรดมาลิก กรดแทนนิก และเส้นใยเพ็กติน ช่วยทำความสะอาดลำไส้เล็ก และชะล้างกระเพาะอาหาร ปิดท้ายกันที่ส่วนผสมสุดท้าย ขิง สาร อาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามินเอ สารเหล่านี้มีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหารและทำให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนผสมเมนูสุขภาพแครอท 1 ถ้วย แอปเปิลเขียว 2 ถ้วย ขิง 1 แง่งเล็ก น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย วิธีทำนำส่วนผสมทั้งหมดมาทำความสะอาดให้เรียบร้อย ใช้แปรงขัดแง่งขิงให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง ทุบพอแตก นำแครอทมาขูดเป็นเส้นเล็ก ๆ และแอปเปิลเขียวหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น ขอให้อร่อยกับเมนูสุขภาพค่ะ

ประโยชน์ของกระเทียม

ทราบหรือไม่ว่า กระเทียมที่กินอยู่เป็นประจำมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เรามีเรื่องนี้มาฝาก
...
กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด
กินกระเทียมเป็นประจำ จะทำให้ผิวหนังสะอาด เพราะกระเทียมจะไปทำความสะอาดเลือด ช่วยให้ผิวหนังดีขึ้น รักษาผิวหนังที่เป็นตุ่มแผล ผิวหนังด่างดำ สิวและฝี
กระเทียมช่วยลดความดันโลหิตสูง เพราะกระเทียมจะไปขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น
ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เพราะกระเทียมจะไปยับยั้งการสร้างสารกรอมโปเซนบี 2 ซึ่งสารนี้เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน และเป็นสาเหตุทำให้ความดันโลหิตสูง
รู้อย่างนี้แล้ว หันมากินกระเทียมกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.