วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Mona Lisa



โมนาลิซา (อังกฤษ: Mona Lisa) หรือ ลาโชกงด์ (ฝรั่งเศส: La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง พ.ศ. 2046 (ค.ศ. 1503) ถึงปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 1507) เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส


ที่มาของชื่อ
คำว่า'โมนาลิซา" นั้น ได้ถูกตั้งขึ้นโดย จอร์โจ วาซารี (Giorgio Vasari) ศิลปิน และนักชีวประวัติชาวอิตาลี หลังจากดา วินชีได้เสียชีวิตไป 31 ปี ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์นั้นได้บอกไว้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรูปนั้นคือ ลีซา เกอราร์ดีนี ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์นามว่า ฟรานเชสโก เดล โจกอนโด (Francesco del Giocondo)

คำว่า โมนา" (Mona) ในภาษาอิตาลีนั้นก็คือคำว่า มาดอนนา (madonna) คุณผู้หญิง (my lady) หรือ มาดาม (Madam) ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ "มาดาม ลิซา" แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซา (Monna Lisa)

ประวัติ
ภาพโมนาลิซ่านี้ถูกวาดโดย ดา วินชี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2046 ถึง พ.ศ. 2050 ใช้เวลานานถึง 4 ปีในการวาด

ในปี ค.ศ. 1516 (พ.ศ. 2059) ดา วินชีได้นำภาพจากอิตาลีไปที่ฝรั่งเศส ด้วยพระราชประสงค์ของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ทรงปรารถนาที่จะให้ศิลปินทั้งหลายมารวมตัวทำงานกันที่ Clos Lucé ใกล้กับปราสาทในเมืองอัมบัวส์ และยังทรงให้ ดา วินชี วาดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงซื้อภาพโมนาลิซ่า ในราคา 4,000 เอกือ

ในปี ค.ศ. 1519 (พ.ศ. 2062) ดา วินชี ได้เสียชีวิตที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมอายุได้ 63 ปี


ใบหน้าของมาดามลิซ่าตอนนที่ ดา วินชี เสียชีวิตแล้วได้ยกสมบัติและภาพวาดทั้งหมดให้เป็นมรดกของผู้ติดตามของเขา ฟรานเซสโก เมลซิ (Francesco melci) และเมื่อฟรานเซสโก เมลซิ เสียชีวิตลงก็ไม่ได้ยกมรดกให้ใคร มรดกก็เริ่มกระจัดกระจาย

และต่อมาภาพโมนาลิซ่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ พระราชวังฟงเตนโบล ต่อมาก็ในพระราชวังแวร์ซาย หลังจากสิ้นสุดการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ถูกไปนำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในห้องสรงของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ในพระราชวังตุยเลอรี แล้วในที่สุดก็ได้กลับมาที่พิพิธภัณฑ์เหมือนเดิม


ห้องแสดงในพิพิธภัณฑ์ในช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ระหว่างปี พ.ศ. 2413 - 2414 ภาพได้ถูกนำออกจากพิพิธภัณฑ์ ไปซ่อนไว้ในที่ลับในประเทศฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ภาพโมนาลิซ่าถูกโจรกรรมออกจากพิพิธภัณฑ์ ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอก็ได้ใช้เวลาไปถึง 2 ปี ซึ่งได้พบในเมืองฟรอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ปัจจุบันเธอถูกดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อันเป็นเครื่องหมายสากลว่า โมนา ลิซา จะไม่มีวันที่จะได้เคลื่อนย้ายไปแสดงที่ไหนอีกเป็นเด็ดขาด

ทฤษฎีสมทบ
กล่าวกันว่าภาพวาดนี้ ดา วินซี ตั้งใจจะวาดภาพของตนเองเพื่อเป็นหญิง และภาพวาดชิ้นนี้เมื่อส่องกับกระจกเงา จะพบว่ามุมการมองภาพรู้สึกเป็นธรรมชาติไม่แตกต่างจากการมองแบบปกติ เหมือนที่ ดา วินชี กล่าวไว้ว่า "ภาพเขียนที่จิตรกรจะคิดว่าสวยงามในทุกๆด้านและทุกๆมุมมอง ต้องพิจารณาภาพภาพในกระจกเงา" และจากการฉายรังสีที่ภาพวาด ทำให้พบว่าภาพเขียนนี้ถูกซ่อนเจตนาที่แท้จริงหลายอย่าง และยังเคยถูกเขียนทับอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แฝดสยาม อิน-จัน


อิน-จัน เป็นชื่อของฝาแฝดสยาม ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเป็นที่มาของคำว่า "แฝดสยาม" ฝาแฝดอิน-จัน เป็นฝาแฝดที่มีตัวติดกันทางส่วนหน้าอก (โดยบันทึกของชาวตะวันตกบอกว่า เนื้อที่เชื่อมกันระหว่างอกนี้สามารถยืดได้จนทั้งคู่สามารถหันหลังชนกันได้) เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2354 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 2 ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีบิดาเป็นชาวจีนอพยพแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 ชื่อ นายที มารดาเป็นคนไทยชื่อ นางนาก (บันทึกของชาวตะวันตกเรียกว่า นก (Nok)) ซึ่งฝาแฝดคู่นี้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ แตกต่างไปจากแฝดติดกันคู่อื่น ๆ ที่มักเสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน ตามกฎหมายในเวลานั้น ทั้งคู่ต้องถูกประหารชีวิตเนื่องจากความเชื่อที่ว่าเป็นตัวกาลกิณี แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็หาได้มีเหตุการณ์ใด ๆ ตามความเชื่อไม่ โทษนั้นจึงได้รับการยกเลิก

เมื่อทั้งคู่อายุได้แค่ 2 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตลงด้วยอหิวาตกโรค ภาระจึงตกอยู่ที่มารดาแต่เพียงผู้เดียว แฝดทั้งคู่จึงช่วยเหลือมารดาเท่าที่เด็กในวัยเดียวกันจะทำได้ เช่น จับปลา ขายน้ำมันมะพร้าว และทำไข่เค็มขาย จนในปี พ.ศ. 2367 ความพิเศษของเด็กทั้งคู่ทราบไปถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางนากและอิน-จันเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วในปี พ.ศ. 2370 ก็มีพระบรมราชานุญาตให้อิน-จันได้เดินทางร่วมไปกับคณะทูตเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศโคชินไชน่า (เวียดนามในปัจจุบัน)

ในปี พ.ศ. 2367 นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ หรือที่คนไทยสมัยนั้นเรียกว่า "นายหันแตร" ได้นั่งเรือผ่านแม่น้ำแม่กลอง และได้พบแฝดคู่นี้กำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ ด้วยความประหลาดและน่าสนใจ นายฮันเตอร์จึงคิดที่จะนำฝาแฝดคู่นี้ไปแสดงโชว์ตัวที่สหรัฐอเมริกา จึงเข้าทำความสนิทสนมกับครอบครัวของฝาแฝดอยู่นานนับปี จนพ่อแม่ของทั้งคู่ไว้วางใจ ในที่สุดนายอาเบล คอฟฟิน กัปตันเรือสินค้า เดอะ ชาเคม (The Sachem) ซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาทำการค้าในประเทศไทย ก็เป็นผู้นำตัวคู่แฝดออกเดินทางจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2372 ขณะนั้นอิน-จัน อายุได้ 18 ปี โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 138 วัน จึงถึงเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และที่นี่เองที่คู่แฝดได้ทำการเปิดตัว ก่อนจะออกเดินทางแสดงทั่วอเมริกาและยุโรปอีกร่วม 10 ปี (เอกสารบางฉบับบอกว่า ไม่ได้เริ่มที่บอสตัน แต่ไปตั้งหลักที่รัฐแคลิฟอร์เนีย) โดยสัญญาที่ทำไว้กับนายฮันเตอร์และนายคอฟฟินสิ้นสุดลงเมื่อทั้งคู่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยในช่วง 2 ปีแรก ทั้งคู่ก็ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทน แต่ก็มีบางครั้งก็ถูกเอาเปรียบด้วย เมื่อเป็นอิสระทั้งคู่ก็เปิดการแสดงเอง และได้แสดงไปทั่วสหรัฐอเมริกา

จนเมื่ออายุได้ 28 ปี ใน พ.ศ. 2382 ทั้งคู่ก็ได้ลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านแทรปฮิลล์ (Traphill) เขตชานเมืองวิลส์โบโร (Wilkesboro) เคาน์ตีวิลส์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน โดยมีชื่อว่า เอ็ง-ชาง บังเกอร์ (Eng and Chang Bunker) พร้อมกับได้แต่งงานกับหญิงชาวอเมริกัน และมีลูกด้วยกันหลายคน ซึ่งระหว่างที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น มีความพยายามหลายครั้งจากหลายบุคคลที่จะทำการผ่าตัดแยกร่างทั้งคู่ออกจากกัน แต่ท้ายที่สุดก็มิได้มีการดำเนินการจริง ๆ

จากบันทึกที่ได้บันทึกไว้ ระบุว่า จัน (คนน้อง) เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น และชอบดื่มสุราจนเมามาย ขณะที่ อิน (ผู้พี่) กลับมีนิสัยตรงกันข้าม คือ ใจเย็น สุขุมกว่า และไม่ทานเหล้า อีกทั้งทั้งคู่เคยทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นชกต่อยกันเองมาแล้วด้วย

จากการที่จันผู้น้องนิยมดื่มเหล้าจนเมามายบ่อย ๆ ทำให้เป็นโรคหลายโรค จนในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2417 จันก็เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวาย จากนั้นอีกราว 2 ชั่วโมงถัดมา อินก็ได้เสียชีวิตตามไปด้วย ซึ่งจากการชันสูตรและลงความเห็นของแพทย์สมัยใหม่ ระบุว่า อินต้องสูญเสียเม็ดเลือดแดงให้แก่จันที่เสียชีวิตไปแล้ว ผ่านทางเนื้อที่เชื่อมกันที่อก ทั้งคู่เสียชีวิตขณะที่มีอายุได้ 63 ปี

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Fondue



**....Fondue isch guet und git e gueti Luune....**

**ฟองดือ อิชชฺ ก๊วต อูนดฺ กิท เอะ ก๊วตติ ลูนเน่ะ***
คำข้างบนเป็นคำพูดของคนสวิส ซึ่งเป็นภาษาสวิสเยอรมัน ซึ่งกล่าวถึงFONDUEว่า...FONDUEกินอร่อยและทำให้อารมณ์ดี ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องจริงๆ. เพราะเรากินฟองดูกันอย่างมีความสุข
คุยหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ภายใต้แสงเทียนที่จุดตั้งบนโต๊ะ..และฟังเพลงลูกทุ่งสวิส...
**FONDUE ** ถ้าเอ่ยและถามถึงประเทศสวิตฯ ทุกๆคนจะนึกถึง..นาฬิกา..มีดพกสวิส... ความสวยงามของธรรมชาติและ เนยขูดที่นำมาละลาย และจิ้มด้วยขนมปังขาว..ที่ทุกคนขนานนามว่า Fondue
Fondue เนยขูดจัดว่าเป็นอาหารเก่าแก่ประจำชาติสวิส และจะกินกันมากเมื่ออากาศเริมหนาวเย็น
แสงเทียนและไฟที่จุดเผาฟองดูทำให้เราเกิดความอบอุ่น และเกิดความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น...ยิ่งหิมะตก ละอองหิมะที่โปรยปรายข้างนอก ทำให้การกินฟองดูอร่อยมากขึ้น และอารมณ์โรแมนติคสุดๆยิ่งมีเตาผิง ที่จุดอยู่ข้างๆยิ่งทำให้เกิดภาพที่สวยงามจริงๆ ** FONDUE ** Fondue มาจากภาษาฝรั่งเศสFondre ซึ่งหมายถึงschmelzen.ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลว่าทำละลาย..ใน caquelon ซึ่งเป็นหม้อดินเคลือบที่ทำพิเศษ
สำหรับใส่เนยขูดตั้งอยู่บนความร้อนเพื่อให้เนยละลาย ** FONDUE ** เป็นอาหารที่คนสวิสนิยมกินกันมาก
ไม่ว่าจะจัดเลี้ยงเชิญเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักใกล้ชิดเพราะทำง่าย มีส่วนประกอบไม่ยุ่งยากในการปรุง และข้อสำคัญอร่อยมาก คนสวิสจะกิน Fondueเป็นจำนวน3000กว่าตัน/ปี
ซึ่งเป็นสถิติที่มากพอควรและสูงกว่าปีที่แล้วมาก สมัยก่อนตอนที่ป้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเมื่อ30ปีที่ผ่านมา
Fondue มีขายในท้องตลาดจะมีจำนวนไม่มาก จะรู้จักกันดีก็ยี่ห้อGerberและจะกินกันไม่มาก เหมือนปัจจุบันนี้ ใครก็ตามถ้ามีโอกาสและเวลาว่างหรือไปเดินเล่น ถ้ามีเวลาลองไปเดินดูFondueที่ขายในท้องตลาด รับรองว่าจะตาลายมากเพราะปัจจุบัน มีFondueเป็นจำนวนมากมายหลายยี่ห้อที่วางขาย ตามท้องตลาด.ไม่ว่าจะเป็นFondueแบบสำเร็จรูป และแบบใส่เนยแข็งขูดเรียบร้อยแล้ว คนซื้อแค่มาผสมนำปรุงเครื่องเองภายหลัง บางคนอาจจะลองลิ้มรส ตัวอย่างเช่นChampagnerFondueมาแล้ว และมีทั้งFondueที่ผลิตขายสำหรับคน ที่ลดหุ่นหรือระวังความอ้วน..ซึ่งลดจำนวน Fett ลงเป็นจำนวนครึ่งต่อครึ่งจริงๆ ป้าเคยลองกินดูแล้วไม่อร่อยเลย กินแบบธรรมดาอร่อยมากกว่า และFondueสำหรับกินคนเดียว และใช้กับไมโครเวฟ เรียกว่าเขาผลิตให้ผู้บริโภคประทับใจมากจริงๆ **FONDUE ** ประวัติความเป็นมาของFondue
การกินฟองดูเป็นประเพณีเก่าแก่ที่กินกันมานานแล้ว คาดว่าการกินที่เราเรียกว่าFondue เริ่มมานานแล้วประมาณปีคศ.1500 การกินฟองดูสมัยนั้นเป็นการกินแบบง่ายๆ การกินจะกินร่วมกันในหม้อเดียวกัน เล่ากันว่าถึงแม้คนกินจะไม่เป็นมิตรกัน หรือคู่อริก็มากินฟองดูร่วมหม้อกันและเป็นมิตร กันในที่สุด..การกินแบบนี้เลยกลายเป็น สัญลักษณ์ของความสุข..มิตร...และสังสรรค์สมาคมกัน การกินฟองดูสมัยก่อนจะใส่นมสด
ลงในหม้อใส่เนยขูดใส่แป้งสาลี และกวนให้เข้ากันพอสุกแล้วยกเสิร์ฟ และและเอาขนมปัง ใส่ลงในหม้อและใช้ช้อนตักกิน อาหารแบบนี้เรียกว่าAlpsuppeซุปชาวเขาซึ่งเป็นอาหารที่ง่ายๆ นมและเนยและแป้งสาลีเป็นอาหารหลัก ที่จำเป็นและมีอยู่แล้ว การทำFondueเขาจะทำแตกต่างจากปัจจุบันนี้ และคนที่เริ่มทำฟองดูซึ่ง
เป็นการทำแบบไม่ตั้งใจ คนที่คิดค้นทำเป็นพวกแรกคือคนที่อาศัยบนเทือกเขา เขาจะใช้เนยแข็งขูดใส่หม้อ
เอานมสดใส่ลงไปในหม้อ และใส่แป้งสาลีเอาของทุกอย่างกวนให้เข้ากัน พอของทุกอย่างละลายเข้ากันแล้วก็เอาขนมปังใส่ซ่อมตักกินกัน ต่อมาปีคศ.1901ได้มีคนค้นคิดและทำสูตรฟองดู
แต่ไม่มีคนสนใจทำตามต่อมาปี1906 มีคนดัดแปลงเขียนจดสูตรการทำฟองดูบันทึกเป็นครั้งแรก
ป้าจำชื่อคนเขียนไม่ได้แล้วน่าเสียดายมากที่เอกสารสำคัญ ที่เก็บรักษาไว้นานแล้วหายหมดตอนย้ายบ้าน
จำสูตรการทำฟองดูคร่าวๆเขาจะใช้เนยแข็งขูดใส่หม้อ เอานมสดและน้ำลงไปในหม้อ เอาไข่แดงต่อยใส่ลงไป และใส่แป้งสาลีเอาของทุกอย่างกวนให้เข้ากัน ใส่น้ำตาลลงไปนิดหน่อย และใส่น้ำมะนาวลงไป
ใครที่เป็นนักอ่านหรือสนใจเกี่ยวกับฟองดู อ่านจะเคยอ่านเจอกันมาเกี่ยวกับประวัติต่างๆ ที่เล่าแตกต่างกันไป.. บางคนบอกว่าฟองดูไม่ใช่ของคนสวิสนะ เป็นของชาวฝรั่งเศสเห็นไหมภาษายังเป็นฝรั่งเศสเลย ถ้าพิจารณากันดีๆ..จะเห็นว่าต้นตำรับ น่าจะเป็นคนที่อยู่แถบตะวันตกของสวิตฯ เขตนี้พูดภาษาฝรั่งเศส และน่าจะเป็นชาวเจนีวาGenfer แต่ก็บางคนก็บอกว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่Neuenburg, หรือwaadt,หรือWaliss
การกินฟองดูFondueเมื่อสมัยปี1900 ยังไม่นิยมแพร่หลายเหมือนปัจจุบันนี้ ลุงเล่าให้ป้าฟังว่าตอนแกเป็นเด็กไม่รู้จักฟองดูเลย จนเริ่มโตเป็นหนุ่มถึงได้รู้จักและเริ่มกิน แต่กินไม่บ่อยเพราะราคาแพงมาก แกได้รับเงินเดือนแค่ไม่กี่ร้อยเอง เมื่อประมาณปี1950หรือประมาณ1954 กรมทหารของสวิสได้ทำให้ฟองดูเป็นที่รู้จักกันดี และนิยมกินกันมากจนถึงปัจจุบันนี้ และเราเรียกสูตรทหารสูตรนี้ว่า Käse-Fondue der Schweizer Armee ซึ่งมีสูตรการทำเรียบง่าย Fondueในสวิตฯมีชื่อเรียกและใช้เนย หลายอย่างแตกต่างกัน

เช่น Freiburger Fondue mit Vacherin
Freiburger Fondue Moitié — Moitié
Genfer Fondue
Glarner — Fondue
Gomser Fondue (Walliser Fondue)
Neuenburger Fondue
Waadtländer Fondue
Tomaten — Käsefondue
Appenzeller Käsefondue
Innerschweizer Fondue

ทำไมจึงถือว่าคิวปิดเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก


ตามเทพนิยายของกรีกและโรมันกล่าวถึงคิวปิดว่าเป็นบุตรชายของมาร์ (Mars) เทพเจ้าแห่งสงคราม และวีนัส (Venus)เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม

วีนัสเกิดความริษยาความงามของนางไซกี (Psyche) ธิดาของกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งกำลังอยู่ในวัยแรกรุ่นและมีรูปโฉมงดงามจึงส่งคิวปิดบุตรชายไปหานางไซกีเพื่อบันดาลให้นางเกิดความรักในบุรุษ แต่คิวปิดกลับไปหลงเสน่ห์นางไซกีเสียเอง จึงลอบพานางไปไว้ยังวังของตน คิวปิดไปหานางเฉพาะเวลากลางคืน และขอร้องอย่าให้นางสอดรู้สอดเห็นว่าตนคือใคร แต่บรรดาพี่สาวของนางไซกีเกิดความริษยา จึงยุให้นางแอบจุดตะเกียงส่องดูขณะที่คิวปิดนอนหลับ เพื่อจะได้ทราบว่าชู้รักของนางคือใคร นางไซกีก็ทำตาม และด้วยความตื่นเต้นยินดีที่เห็นว่าชู้รักเป็นชายหนุ่มรูปงาม นางทำน้ำมันตะเกียงหกลงที่ไหล่ของคิวปิด คิวปิคจึงตื่นขึ้นและต่อว่า แล้วทอดทิ้งนางไป นางไชกีจึงออกติดตามค้นหาคิวปิดเทพเจ้ารูปงามองค์นั้นตามโบสถ์หลายแห่ง

ณ โบสถ์ของวีนัส นางไซกีถูกกลั่นแกล้งให้กระทำสิ่งที่ลำบากยากเย็นหลายอย่าง และสุดท้ายถูกแกล้งใช้ให้ไปนำบบรรจุเครื่องปรุงแต่งความงามจากโลกเบื้องล่างมาให้ นางไซกีก็ได้บมาด้วยความลำบาก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางได้เปิดบออกดู กลิ่นอันรุนแรงที่พลุ่งจากบทำให้นางสิ้นสติไป คิวปิดได้ตามไปช่วยแก้ไขไว้ได้ทันท่วงที เทพเจ้ายูปีเตอร์จึงได้ช่วยบันดาลให้นางไซกีเป็นอมตะและได้อภิเษกกับคิวปิด

ชาวโรมันมักทำรูปปั้นคิวปิดเป็นรูปเด็กชายเล็ก ๆ เปลือยและมีปีก ใบหน้ายิ้มและมีลักยิ้ม ท่าทางเป็นเด็กซน มือถือคันธนูและมีกระบอกใส่ลูกธนูอยู่ใกล้ตัว เชื่อกันว่าธนูของคิวปิดที่ยิงไปต้องดวงใจของมนุษย์ทำให้เกิดความรัก ชาวกรีกเรียกคิวปิดว่า อีรอส (Eros) และนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรักและมิตรภาพ

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

croque-monsieur



นาย - croque เสริฟกับ ไข่ดาว หรือ ไข่ตุ๋น บนเรียกว่าแหม่ม croque - [3] (หรือในส่วนของ Normandy croque - cheval) The noted French chef Jacques Pepin also makes a version using chicken instead of ham [ 4 ] , which he demonstrated in the "Our Favorite Sandwiches" [ 5 ] episode on the PBS series (and its coordinating cookbook of the same title) Julia and Jacques Cooking at Home in which he worked with Julia Child . พ่อครัวฝรั่งเศสกล่าว Jacques Pepin ยังทำให้รุ่นใช้ ไก่ แทนแฮม [4] ซึ่งเขาแสดงใน"Our Favorite Sandwiches" [5] ตอนบน PBS series (และ cookbook ประสานงานของของชื่อเดียวกัน) และ Julia Jacques การทำอาหารที่บ้านที่เขาทำงานร่วมกับ เด็ก Julia Many dictionaries attribute the name to the egg resembling an old fashioned woman's hat. [ who? ] According to the Petit Robert dictionary, the name dates to around 1960. พจนานุกรมหลาย attribute ชื่อเป็นหมวกไข่ fashioned หญิงชราคล้าย . [ ใคร ] ตาม Petit Robert พจนานุกรมชื่อวันที่ประมาณ 1960 The name croque-mademoiselle is associated with many different sandwiches, from diet recipes to desserts. [ 6 ] A ham and cheese sandwich snack, very similar to the croque-monsieur, is called a tosti in the Netherlands . mademoiselle ชื่อ croque จะเชื่อมโยงกับแซนวิชที่แตกต่างจากสูตรอาหารเพื่อ desserts [6] แฮมและขนมแซนวิชชีสคล้ายกับนาย - croque, เรียกว่า tosti ใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ A version of this sandwich in Spain replaces the ham with sobrassada , a soft sausage from the Balearic Islands that can be easily spread. ในรุ่นนี้แซนด์วิชของ สเปน แทนที่ด้วยแฮม sobrassada , ไส้กรอกนุ่มจาก เกาะแบลีแอริก ที่สามารถกระจายได้อย่างง่ายดาย

Garni CHOUCROUTE



• 4 pounds refrigerated sauerkraut, rinsed well and drained • £ 4 กะหล่ำปลีดองเย็น, ล้างดีและเนื้อ
• 1/2 pound bacon, diced เบคอน• 1 / 2 ปอนด์หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
• 2 large onions, peeled and coarsely chopped • 2 หัวหอมใหญ่ควั่น coarsely
• 3 carrots, pared and sliced • 3 แครอทและหั่น pared
• 1/2 cup chopped parsley • 1 / 2 ถ้วยผักชีฝรั่งสับ
• 2 bay leaves • 2 อ่าวใบ
• 10 black peppercorns • 10 พริกไทยดำ
• 10 juniper berries •ผลเบอร์รี่ 10 ต้นสนชนิดหนึ่ง
• 4 whole cloves • 4 กลีบทั้ง
• 3 cups fruity white wine; Riesling or Mosel • 3 ถ้วยผลไม้ไวน์ขาว; ชื่อองุ่นพันธ์หนึ่งหรือ Mosel
• 4 cups chicken broth • 4 ถ้วยน้ำซุปไก่
• 1 pound boneless pork loin, cubed •เนื้อซี่โครงหมู 1 ปอนด์ไม่มีกระดูก, cubed
• 1/2 pound ham, cubed •แฮม 1 / 2 ปอนด์ cubed
• 1 pound smoked sausage, sliced •ไส้กรอกรมควัน 1 ปอนด์, หั่นบางๆ
• 1 pound bratwurst, sliced • bratwurst ปอนด์ 1, หั่นบางๆ
• 2 tart green apples, cored and coarsely chopped • 2 แอปเปิ้ลเขียวทาร์ต, cored และ coarsely สับ


Cooking Directions ทิศทางการทำอาหาร
In a large Dutch oven, or other kettle with lid, slowly cook bacon with carrots and onion over medium heat, stirring occasionally, about 8-10 minutes. ในเตาอบดัตช์ขนาดใหญ่หรือกาต้มน้ำอื่น ๆ ที่มีฝา, ช้าทำเบคอนกับแครอทและหอมกว่าความร้อนปานกลางกวนเป็นครั้งคราวประมาณ 8-10 นาที

Place parsley, bay leaves, peppercorns, juniper berries and cloves in cheesecloth bag or large tea strainer. วางผักชีฝรั่งใบ bay, พริกไทย, ผลเบอร์รี่และกลีบต้นสนชนิดหนึ่งในถุงผ้าหรือกรองชาใหญ่ Add to pot along with sauerkraut, wine and broth. เพิ่มในหม้อพร้อมกับกะหล่ำปลีดอง, ไวน์และน้ำซุป Bring to a boil; cover and simmer for 1 hour. นำไปต้ม; ชั่วโมงครอบคลุมและหลน 1

Add pork loin, ham, sausage, and bratwurst; simmer another hour. เพิ่มเนื้อซี่โครงหมู, แฮม, ไส้กรอก, และ bratwurst; หลนชั่วโมงอื่น

Add apples and simmer for 20 minutes more. เพิ่มแอปเปิ้ลและหลน 20 นาทีเพิ่มเติม

Serve immediately or refrigerate overnight and reheat to serve. เสิร์ฟทันทีหรือแช่เย็นค้างคืนและอุ่นให้บริการ

Serving Suggestions คำแนะนำให้บริการ
Literally "garnished cabbage," this classic Alsatian dish features mellow sauerkraut garnished indeed---with a wealth of smoked meats. อักษร"กะหล่ำปลีสุกใส"จานนี้ชาวแอลแซคลาสสิคคุณสมบัติกะหล่ำปลีดองกลมกล่อมสุกใสแน่นอน --- กับความมั่งคั่งของเนื้อรมควัน Serve an Alsatian white wine with this dish, and lightly buttered rye bread or pumpernickle. ขนมปังข้าวไรเสิร์ฟไวน์ขาวกับอาหารจานนี้ชาวแอลแซและเนยเบา ๆ หรือ pumpernickle

วิกตอร์ อูโก



วิกตอร์-มารี อูโก (ฝรั่งเศส: Victor-Marie Hugo; 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1802 - 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1885) เป็นกวี นักเขียนบทละคร นักประพันธ์ ศิลปิน รัฐบุรุษ และนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชาวฝรั่งเศส เป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงสำหรับการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมยุคโรแมนติกในประเทศฝรั่งเศส

ชื่อเสียงของอูโกทางด้านงานวรรณกรรมในประเทศฝรั่งเศสมาจากงานกวีนิพนธ์และบทละคร ส่วนงานนวนิยายเป็นที่รู้จักรองลงมา ในบรรดางานกวีนิพนธ์ของเขา Les Contemplations และ La Légende des siècles จัดเป็นงานที่โดดเด่นและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก บางครั้งอูโกได้รับกล่าวขวัญถึงในฐานะกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ส่วนชื่อเสียงภายนอกประเทศ เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานนวนิยาย เรื่อง Les Misérables (เหยื่ออธรรม) และ Notre-Dame de Paris (ฉบับแปลภาษาอังกฤษเรียกว่า The Hunchback of Notre Dame หรือ คนค่อมแห่งโนเตรอะดาม)