1. สีถ้าเสื้อผ้าคุณบังเอิญถูกสีกระเด็นใส่คุณสามารถขจัดคราบได้โดยการใช้น้ำมันสนเช็ดบริเวณที่เปื้อนสีทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หรือใช้แอมโมเนียผสมน้ำจากนั้นเอาผ้าที่เปื้อนสีแช่ไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วนำไปซักด้วยผงซักฟอกธรรมดา รอยเลอะของสีจะหลุดออกจากเสื้อผ้าของคุณ
2.ไวน์แดงการเลอะแบบนี้ เป็นการบ่งบอกความมีรสนิยมที่ดีในการดื่มเมื่อไวน์แดงในการสุดหรูเกิดหกใส่ชุดตัวเก่งของคุณวิธีง่ายๆในการกำจัดคราบคือ ให้คุณหาน้ำโซดาแถวๆนั้นราดลงไปบริเวณที่ไวน์แดงหกใส่ หรือใช้วิธีโรยเกลือทิ้งเอาไว้แล้วค่อยซักออกด้วยน้ำสบู่เท่านี้คุณก็จะได้ชุดสวยของคุณกลับคืนมายากแนะนำเคล็ดลับง่ายๆให้คุณลองนำไปใช้ดู...
3.เลือดสดทันทีที่รู้ว่าเสื้อผ้าคุณกำลังเปื้อนคราบเลือดคุณควรจะรีบนำไปแช่น้ำกับผงซักฟอก แต่หากคราบเลือดนั้นไม่ใช่คราบเลือดสดให้คุณนำเสื้อที่เปื้อนเลือดไปชุบน้ำเย็นหลังจากนั้นเอาเกลือโรยตรงบริเวณคราบเลือดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงแล้วจึงนำมาซักด้วยน้ำสบู่อีกทีหรือใช้ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์หยดบนรอยเปื้อน ซึ่งจะทำให้เกิดฟองเมื่อหมดฟองใช้มือปัดให้แห้ง แล้วจึงนำไปซักตามปกติรอยเลือดที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าคุณก็จะไม่เป็นปัญหากวนใจคุณอีกต่อไป
4.น้ำผลไม้ / ยางผลไม้สิ่งที่จะช่วยในการกำจัดคราบเห็นจะไม่พ้นผลไม้ด้วยกัน คือ " มะนาว "ให้ใช้มะนาวถูลงบริเวณที่เปื้อน แล้วขยี้ออกด้วยน้ำอุ่นอีกครั้งส่วนเสื้อผ้าที่เปื้อนยางผลไม้ ให้ใช้แอลกอฮอล์เช็ดตรงรอยเปื้อนยางผลไม้จะหลุดออกแล้วจึงนำไปซักตามปกติ
5.ลิปสติกอันนี้อาจจะเป็นปัญหาสำหรับสาวๆ หรือแม้กระทั้งคุณผู้ชายที่ชอบมีกุ๊กกิ๊กจนหนูๆฝากรอยรักไว้ที่เสื้อสุดเท่ของคุณคุณสามารถกำจัดคราบลิปสติกได้ง่ายๆ โดยการนำน้ำตาลทรายมาผสมน้ำแล้วถูตรงบริเวณที่มีลิปสติกเปื้อน จากนั้นหาผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดออกอีกวิธีคือใช้ยาสีฟันหรือวาสลินทาตรงรอยเปื้อน แล้วเอาไปซักตามปกติคราบลิปสติกที่คุณกังวลก็จะจางหายไป
6.หมึกเมื่อชุดสุดเลิฟโดนหมึกหยดใส่ คุณสามารถแก้ปัญหาได้ถ้ามีสเปรย์ฉีดผมอยู่ใกล้ๆมือ ให้ฉีดสเปรย์ลงบนเสื้อที่เลอะรอยหมึกทันทีเพราะจะช่วยทำให้ซักรอยหมึกออกได้ง่ายขึ้น หรือใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดหากรอยหมึกยังไม่ออก ให้ราดด้วยน้ำมะนาวและผสมเกลือแช่ทิ้งค้างคืนไว้แล้วค่อยซักตามปกติ รอยหมึกก็จะเลือนหายไปแค่นี้คุณก็สามารถใส่ชุดสุดเลิฟได้อีกครั้ง
7.น้ำหอมมนต์เสน่ห์ตราตรึงสำหรับหนุ่มๆสาวๆแต่หากการใช้น้ำหอมต้องทำให้เสื้อผ้าคุณเปื้อนเป็นคราบน้ำหอมแล้วคุณควรนำเสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำหอมล้างออกด้วยน้ำเย็นถ้ายังไม่ออกให้ใช้สำลีชุบน้ำมันสนเช็ดบริเวณที่เปื้อนแล้วนำไปซักใหม่อีกครั้ง
8.หมากฝรั่งเคล็ดลับง่ายๆเมื่อมีคนวางกับดัก... และคุณก็เจอแจคพ็อตเข้าให้เสื้อตัวโปรดคุณโดนหมากฝรั่งติดหนึบมาแบบเต็มๆให้คุณเอาเสื้อที่มีหมากฝรั่งติด ไปแช่ช่องน้ำแข็งเพื่อให้หมากฝรั่งแข็งตัว แล้วค่อยดึงออกเท่านี้คุณก็หลุดจากกับดักที่มีคนวางไว้แล้ว
9.ช็อคโกแลต หรือ กาแฟหากเสื้อผ้าคุณเปื้อน ช็อคโกแลต หรือกาแฟคุณสามารถกำจัดคราบได้โดยใช้กลีเซอรีนทาทิ้งไว้บริเวณที่เปื้อนหลังจากนั้นจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นกึ่งร้อนอีกครั้ง เพื่อละลายไขมันคราบเปื้อนที่เกิดจากช็อคโกแลต และกาแฟ ก็จะจางหายไป
10.คราบเหลืองบนเสื้อขาวคราบที่เกิดจากการเก็บผ้าไว้ในตู้เป็นเวลานานๆ หรือมีฝุ่นจับให้นำผ้าไปต้มน้ำโดยเติมโซดาไบคาร์บอเนตหรือที่เรียกกันว่า"เบ็กกิ้งโซดา" ลงไป แล้วจึงนำมาซักด้วยวิธีธรรมดา คราบสกปรกจะหายไปแล้วคุณก็จะได้เสื้อขาวปิ้งเหมือนใหม่กลับคืนมา
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
10 คำแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพ Wireless Network ภายในบ้านของคุณ
จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง มีส่วนทำให้การติดตั้งระบบ Wireless Network ตามบ้านได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถึงแม้อุปกรณ์ Wireless Network ในปัจจุบันจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการรับส่งสัญญาณให้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก แต่ในบางครั้งหลายๆท่านก็ยังคงประสบปัญหาสัญญาณอ่อน, การรับส่งสัญญาณช้ากว่าที่ควรจะเป็นอยู่ ดังนั้น Tips & Tricks ในฉบับนี้จึงขอแนะนำวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Wireless Network ของคุณอย่างง่ายๆให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้กันให้เกิดประโยชน์สูงสุดกัน
1. วางตำแหน่ง wireless router ให้อยู่จุดกึ่งกลางของบ้านเนื่องจากเสาส่งสัญญาณของ wireless router โดยทั่วไปจะเป็นเสาแบบส่งสัญญาณรอบทิศทาง เป็นรัศมีวงกลมกระจายออกไป ดังนั้นเพื่อให้การรับส่งสัญญาณไร้สายภายในบ้านมีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงควรวางตำแหน่งของ wireless router ในบริเวณกึ่งกลางบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อใช้ประโยชน์จากลักษณะการส่งสัญญาณแบบนี้ให้มากที่สุด หากบ้านของคุณเป็นทาวเฮาส์หรือตึกแถวผมแนะนำให้วาง wireless router ไว้ที่ชั้นกลางของบ้าน จะช่วยให้การรับส่งสัญญาณไร้สายมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. หลีกเลี่ยงการวาง Wireless Router ที่พื้น, ติดกำแพง, หรือใกล้โลหะนอกจากให้วาง Wireless Router ไว้บริเวณกึ่งกลางบ้านให้มากที่สุดแล้ว คุณยังควรหลีกเลี่ยงการวางไว้ที่พื้น การวางไว้ติดชิดฝาผนังบ้านโดยเฉพาะผนังคอนกรีต และการวางไว้ใกล้กับเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ที่เป็นโลหะ เช่นตู้เก็บเอกสารที่ทำด้วยเหล็กไว้ด้วย เพราะทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณไร้สายของตัว Wireless Router มีประสิทธิภาพต่ำลงทั้งสิ้น
3. เปลี่ยนเสาส่งสัญญาณเป็นเสาส่งสัญญาณความถี่สูงหาก Wireless Router ที่คุณใช้เป็นแบบที่สามารถถอดเปลี่ยนเสาส่งสัญญาณได้ ผมขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนเสาส่งสัญญาณความถี่สูงแบบต่อแยกต่างหากจากตัวเครื่องได้ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มรัศมีในการรับส่งสัญญาณไร้สายให้กว้างไกลมากขึ้นแล้ว ยังสะดวกสบายในการปรับแต่งเคลื่อนย้ายการวางเสาไปไว้ในตำแหน่งที่น่าจะส่งสัญญาณกระจายไปทั่วบ้านได้ดีที่สุดได้อีกด้วย
4. เปลี่ยนตัวรับสัญญาณไร้สายในคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นแบบ USB Network Adapterในบางกรณีการส่งสัญญาณของ Wireless Router ของคุณอาจมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว แต่การรับสัญญาณที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอาจจะยังไม่ดีพอเองก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหากเครื่องโน้ตบุ๊กองเครื่องใช้ตัวรับสัญญาณไร้สาย(Wireless Adapter)แบบ PC Card ที่เสียบติดกับตัวเครื่อง ผมขอแนะนำให้ทดลองเปลี่ยนมาใช้ตัวรับสัญญาณแบบ USB แบบที่มีสายต่อเชื่อมยาวออกจากตัวเครื่องได้ ซึ่งคุณเคลื่อนย้ายตำแหน่งการจัดวางเพื่อให้สามารถรับคลื่นสัญญาณจาก Wireless Router ได้ดียิ่งขึ้น
5. เพิ่มรัศมีการรับส่งสัญญาณด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ Access Point เพิ่มเติมสำหรับคุณมีปัญหาไม่สามารถเคลื่อนย้าย Wireless Router จากตำแหน่งเดิมได้ และประสบปัญหาคลื่นสัญญาณอ่อน ผมขอแนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ Access Point เพิ่มเติมอีกหนึ่งจุด ซึ่งเหมือนกับการเพิ่มระยะการรับส่งสัญญาณไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว และนอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มไปในจุดต่างๆได้มากจุดเท่าที่คุณต้องการได้อีกด้วย โดยให้ตั้งตำแหน่งที่เป็นจุดกึ่งกลางของบริเวณที่คุณต้องการขยายรัศมีการรับส่งสัญญาณออกไป
6. เปลี่ยนคลื่นความถี่ในการส่งสัญญาณไร้สายของตัว Wireless Routerในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีในขณะนี้ คุณอาจจะยังไม่มีงบประมาณสำรองในการซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Wireless Network ในบ้านของคุณ คุณอาจจะลองใช้วิธีปรับแต่งช่วงความถี่คลื่นในการรับส่งสัญญาณของ Wireless Router ของคุณเองก็ได้ โดยปกติ Wireless Router จะมีส่วนของ Wireless Channel ให้ทดลองปรับเปลี่ยนได้อยู่แล้ว ให้คุณเข้าไปปรับค่าในส่วนนี้ให้ค้นหาคลื่นความถี่ที่ดีที่สุดของคุณ ส่วนวิธีการปรับเปลี่ยนให้ศึกษาได้จากคู่มือใช้งาน Wireless Router ของคุณเอง
7. พยายามลดคลื่นรบกวนการรับส่งสัญญาณไร้สายให้มากที่สุดอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณไร้สายลดลงก็คือ การมีคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านที่มีการปล่อยคลื่นความถี่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเตาไมโครเวฟ, โทรทัศน์, รวมไปถึงเครื่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม โดยเฉพาะอุปกรณ์ไร้สายอย่างเช่นโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้ระดับคลื่นความถี่ที่ 2.4GHz ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ wireless router จะสร้างคลื่นรบกวนให้การรับส่งสัญญาณเป็นอย่างมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไร้สายอื่นๆที่ใช้คลื่นความถี่ระดับเดียวกันนี้ภายในบ้า
8. อัพเดทเฟิร์มแวร์และไดรเวอร์ของอุปกรณ์ไร้สายของคุณให้ใหม่สุดโดยทั่วไปบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไร้สายจะมีการอัพเดทเฟิร์มแวร์และไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์ของตัวเองอยู่เป็นระยะๆอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงการทำงานของตัวเครื่องและรองรับการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการและอุปกรณ์ใหม่ๆได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบางครั้งการอัพเดทยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ผมจึงขอแนะนำให้คุณเข้าไปดูเว็บของบริษัทผู้ผลิตเป็นระยะๆ หากพบว่ามีอัพเดทใหม่ให้คุณดาวน์โหลดมาติดตั้งทันที เพื่อให้คุณสามารถใช้งานระบบ wireless network ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
9. พยายามเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายต่างๆที่ใช้ร่วมกันจากผู้ผลิตรายเดียวกันคุณๆคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าถ้าใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตรายเดียวกันจะทำให้ประสิทธิภาพการงานทำโดยร่วมของระบบ Wireless Network ของคุณจะดีขึ้น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้นจริงๆด้วย เพราะถึงแม้แต่ละบริษัทผู้ผลิตจะผลิตอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานเดียวกันและสามารถทำงานร่วมกันได้จริง แต่ในบางครั้งบริษัทผู้ผลิตได้มีการเพิ่มเติมเทคโนโลยี่พิเศษเฉพาะของตัวเองเข้าไป ซึ่งจะทำใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดหากใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่มาจากผู้ผลิตรายเดียวกัน การเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายต่างๆจากผู้ผลิตเดียวกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
10. เลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11g หรือดีกว่าขึ้นไปหากคุณพอมีทุนทรัพย์ในการอัพเกรดระบบ Wireless Network เดิมที่ใช้อุปกรณ์ไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11b ให้คุณเลือกซื้ออุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11g เป็นอย่างน้อย ซึ่งมีรัศมีและความเร็วในการรับส่งสัญญาณสูงกว่ามาตรฐานเดิมเป็นอย่างมาก แต่ถ้าให้ดีที่สุดควรเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11n ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความเร็วในการรับส่งสัญญาณได้มากกว่ามาตรฐาน 802.11g ถึง 5 เท่าตัว และที่สำคัญสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานเก่าได้อีกด้วย
1. วางตำแหน่ง wireless router ให้อยู่จุดกึ่งกลางของบ้านเนื่องจากเสาส่งสัญญาณของ wireless router โดยทั่วไปจะเป็นเสาแบบส่งสัญญาณรอบทิศทาง เป็นรัศมีวงกลมกระจายออกไป ดังนั้นเพื่อให้การรับส่งสัญญาณไร้สายภายในบ้านมีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงควรวางตำแหน่งของ wireless router ในบริเวณกึ่งกลางบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อใช้ประโยชน์จากลักษณะการส่งสัญญาณแบบนี้ให้มากที่สุด หากบ้านของคุณเป็นทาวเฮาส์หรือตึกแถวผมแนะนำให้วาง wireless router ไว้ที่ชั้นกลางของบ้าน จะช่วยให้การรับส่งสัญญาณไร้สายมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. หลีกเลี่ยงการวาง Wireless Router ที่พื้น, ติดกำแพง, หรือใกล้โลหะนอกจากให้วาง Wireless Router ไว้บริเวณกึ่งกลางบ้านให้มากที่สุดแล้ว คุณยังควรหลีกเลี่ยงการวางไว้ที่พื้น การวางไว้ติดชิดฝาผนังบ้านโดยเฉพาะผนังคอนกรีต และการวางไว้ใกล้กับเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ที่เป็นโลหะ เช่นตู้เก็บเอกสารที่ทำด้วยเหล็กไว้ด้วย เพราะทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณไร้สายของตัว Wireless Router มีประสิทธิภาพต่ำลงทั้งสิ้น
3. เปลี่ยนเสาส่งสัญญาณเป็นเสาส่งสัญญาณความถี่สูงหาก Wireless Router ที่คุณใช้เป็นแบบที่สามารถถอดเปลี่ยนเสาส่งสัญญาณได้ ผมขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนเสาส่งสัญญาณความถี่สูงแบบต่อแยกต่างหากจากตัวเครื่องได้ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มรัศมีในการรับส่งสัญญาณไร้สายให้กว้างไกลมากขึ้นแล้ว ยังสะดวกสบายในการปรับแต่งเคลื่อนย้ายการวางเสาไปไว้ในตำแหน่งที่น่าจะส่งสัญญาณกระจายไปทั่วบ้านได้ดีที่สุดได้อีกด้วย
4. เปลี่ยนตัวรับสัญญาณไร้สายในคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นแบบ USB Network Adapterในบางกรณีการส่งสัญญาณของ Wireless Router ของคุณอาจมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว แต่การรับสัญญาณที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอาจจะยังไม่ดีพอเองก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหากเครื่องโน้ตบุ๊กองเครื่องใช้ตัวรับสัญญาณไร้สาย(Wireless Adapter)แบบ PC Card ที่เสียบติดกับตัวเครื่อง ผมขอแนะนำให้ทดลองเปลี่ยนมาใช้ตัวรับสัญญาณแบบ USB แบบที่มีสายต่อเชื่อมยาวออกจากตัวเครื่องได้ ซึ่งคุณเคลื่อนย้ายตำแหน่งการจัดวางเพื่อให้สามารถรับคลื่นสัญญาณจาก Wireless Router ได้ดียิ่งขึ้น
5. เพิ่มรัศมีการรับส่งสัญญาณด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ Access Point เพิ่มเติมสำหรับคุณมีปัญหาไม่สามารถเคลื่อนย้าย Wireless Router จากตำแหน่งเดิมได้ และประสบปัญหาคลื่นสัญญาณอ่อน ผมขอแนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ Access Point เพิ่มเติมอีกหนึ่งจุด ซึ่งเหมือนกับการเพิ่มระยะการรับส่งสัญญาณไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว และนอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มไปในจุดต่างๆได้มากจุดเท่าที่คุณต้องการได้อีกด้วย โดยให้ตั้งตำแหน่งที่เป็นจุดกึ่งกลางของบริเวณที่คุณต้องการขยายรัศมีการรับส่งสัญญาณออกไป
6. เปลี่ยนคลื่นความถี่ในการส่งสัญญาณไร้สายของตัว Wireless Routerในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีในขณะนี้ คุณอาจจะยังไม่มีงบประมาณสำรองในการซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Wireless Network ในบ้านของคุณ คุณอาจจะลองใช้วิธีปรับแต่งช่วงความถี่คลื่นในการรับส่งสัญญาณของ Wireless Router ของคุณเองก็ได้ โดยปกติ Wireless Router จะมีส่วนของ Wireless Channel ให้ทดลองปรับเปลี่ยนได้อยู่แล้ว ให้คุณเข้าไปปรับค่าในส่วนนี้ให้ค้นหาคลื่นความถี่ที่ดีที่สุดของคุณ ส่วนวิธีการปรับเปลี่ยนให้ศึกษาได้จากคู่มือใช้งาน Wireless Router ของคุณเอง
7. พยายามลดคลื่นรบกวนการรับส่งสัญญาณไร้สายให้มากที่สุดอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณไร้สายลดลงก็คือ การมีคลื่นรบกวนจากอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านที่มีการปล่อยคลื่นความถี่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเตาไมโครเวฟ, โทรทัศน์, รวมไปถึงเครื่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม โดยเฉพาะอุปกรณ์ไร้สายอย่างเช่นโทรศัพท์ไร้สายที่ใช้ระดับคลื่นความถี่ที่ 2.4GHz ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ wireless router จะสร้างคลื่นรบกวนให้การรับส่งสัญญาณเป็นอย่างมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไร้สายอื่นๆที่ใช้คลื่นความถี่ระดับเดียวกันนี้ภายในบ้า
8. อัพเดทเฟิร์มแวร์และไดรเวอร์ของอุปกรณ์ไร้สายของคุณให้ใหม่สุดโดยทั่วไปบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ไร้สายจะมีการอัพเดทเฟิร์มแวร์และไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์ของตัวเองอยู่เป็นระยะๆอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงการทำงานของตัวเครื่องและรองรับการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการและอุปกรณ์ใหม่ๆได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบางครั้งการอัพเดทยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย ผมจึงขอแนะนำให้คุณเข้าไปดูเว็บของบริษัทผู้ผลิตเป็นระยะๆ หากพบว่ามีอัพเดทใหม่ให้คุณดาวน์โหลดมาติดตั้งทันที เพื่อให้คุณสามารถใช้งานระบบ wireless network ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
9. พยายามเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายต่างๆที่ใช้ร่วมกันจากผู้ผลิตรายเดียวกันคุณๆคงจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าถ้าใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตรายเดียวกันจะทำให้ประสิทธิภาพการงานทำโดยร่วมของระบบ Wireless Network ของคุณจะดีขึ้น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้นจริงๆด้วย เพราะถึงแม้แต่ละบริษัทผู้ผลิตจะผลิตอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานเดียวกันและสามารถทำงานร่วมกันได้จริง แต่ในบางครั้งบริษัทผู้ผลิตได้มีการเพิ่มเติมเทคโนโลยี่พิเศษเฉพาะของตัวเองเข้าไป ซึ่งจะทำใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดหากใช้ร่วมกับอุปกรณ์ที่มาจากผู้ผลิตรายเดียวกัน การเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายต่างๆจากผู้ผลิตเดียวกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
10. เลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11g หรือดีกว่าขึ้นไปหากคุณพอมีทุนทรัพย์ในการอัพเกรดระบบ Wireless Network เดิมที่ใช้อุปกรณ์ไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11b ให้คุณเลือกซื้ออุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11g เป็นอย่างน้อย ซึ่งมีรัศมีและความเร็วในการรับส่งสัญญาณสูงกว่ามาตรฐานเดิมเป็นอย่างมาก แต่ถ้าให้ดีที่สุดควรเลือกซื้ออุปกรณ์ไร้สายที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11n ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความเร็วในการรับส่งสัญญาณได้มากกว่ามาตรฐาน 802.11g ถึง 5 เท่าตัว และที่สำคัญสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานเก่าได้อีกด้วย
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชาเขียวหยุดมะเร็งได้จริงมน.แนะกินคู่ผักผลไม้ให้ฤทธิ์เสริมกัน
นักวิจัยญี่ปุ่นเผยผลวิจัยสารสกัดชาเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งแนะดื่มชาเขียววันละ 10 แก้ว ควบคู่กับผักผลไม้ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ด้านนักวิจัยไทยยันกินมังสวิรัติป้องกันมะเร็งผิวหนัง ชี้โอกาสเป็นน้อยกว่าคนกินเนื้อ
ศ.ดร.ฮิโรตะฟูจิกิ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผลการวิจัยสารสกัดชาเขียวกับโอกาสในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็ง ในการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ครั้งที่ 2 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ชาเขียวเป็นพืชที่นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาการออกฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็งอย่างแพร่หลาย ผลการวิจัยพบความเป็นไปได้ ในการนำชาเขียวมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคมะเร็งในอนาคตอันใกล้
งานวิจัยยืนยันว่าในชาเขียวมีสารแคททีชิน(catechin) ซึ่งทำลายเซลล์มะเร็งได้ ผลจากการวิจัยยังพิสูจน์ว่าการดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นสารที่สกัดได้จากธรรมชาติ
ที่ผ่านมานักวิจัยได้ศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดชาเขียวในอาสาสมัครที่เป็นมะเร็งแล้วไม่ต่ำกว่า 400 ราย เบื้องต้นพบว่าการดื่มชาเขียวสามารถชะลอการป่วยด้วยโรคมะเร็งออกไป แต่หากป่วยแล้วก็ช่วยป้องกันการลุกลามของโรคได้ แต่ต้องดื่มถึงวันละ 10 ถ้วย อย่างไรก็ตาม ผลของการบริโภคชาเขียวจะดียิ่งขึ้นหากรับประทานควบคู่กับผักผลไม้เป็นประจำ ทั้งนี้เนื่องจากผักผลไม้มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
ศ.เกียรติคุณดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ภาควิชาชีวเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) กล่าวว่า ผักและผลไม้สามารถช่วยยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งเยื่อบุผิว เช่น มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งผิวหนัง รวมถึงมะเร็งปอดได้จริง จากการวิจัยที่มีการศึกษาในทั่วโลก โดยมะเร็งเยื่อบุผิวเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเกิดมากที่สุดหรือ 80% ของมะเร็งที่มีทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ จะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่า เนื่องจากในผักผลไม้มีวิตามิน ไฟเบอร์ และสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ขณะที่เนื้อสัตว์อุดมไปด้วยไขมัน คอเลสเตอรอล สาเหตุสำคัญของโรค เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น
การดื่มชาเขียวควบคู่กับผักผลไม้มีส่วนช่วยยับยั้งกลไกของยีนก่อมะเร็ง เหมาะสำหรับคนที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และป้องกันการเป็นมะเร็งซ้ำ ดังนั้น การรับประทานมังสวิรัติหรืออาหารเจ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง
ศ.ดร.ฮิโรตะฟูจิกิ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผลการวิจัยสารสกัดชาเขียวกับโอกาสในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็ง ในการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ครั้งที่ 2 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ชาเขียวเป็นพืชที่นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาการออกฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็งอย่างแพร่หลาย ผลการวิจัยพบความเป็นไปได้ ในการนำชาเขียวมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคมะเร็งในอนาคตอันใกล้
งานวิจัยยืนยันว่าในชาเขียวมีสารแคททีชิน(catechin) ซึ่งทำลายเซลล์มะเร็งได้ ผลจากการวิจัยยังพิสูจน์ว่าการดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นสารที่สกัดได้จากธรรมชาติ
ที่ผ่านมานักวิจัยได้ศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดชาเขียวในอาสาสมัครที่เป็นมะเร็งแล้วไม่ต่ำกว่า 400 ราย เบื้องต้นพบว่าการดื่มชาเขียวสามารถชะลอการป่วยด้วยโรคมะเร็งออกไป แต่หากป่วยแล้วก็ช่วยป้องกันการลุกลามของโรคได้ แต่ต้องดื่มถึงวันละ 10 ถ้วย อย่างไรก็ตาม ผลของการบริโภคชาเขียวจะดียิ่งขึ้นหากรับประทานควบคู่กับผักผลไม้เป็นประจำ ทั้งนี้เนื่องจากผักผลไม้มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
ศ.เกียรติคุณดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ภาควิชาชีวเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) กล่าวว่า ผักและผลไม้สามารถช่วยยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งเยื่อบุผิว เช่น มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งผิวหนัง รวมถึงมะเร็งปอดได้จริง จากการวิจัยที่มีการศึกษาในทั่วโลก โดยมะเร็งเยื่อบุผิวเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเกิดมากที่สุดหรือ 80% ของมะเร็งที่มีทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ จะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่า เนื่องจากในผักผลไม้มีวิตามิน ไฟเบอร์ และสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ขณะที่เนื้อสัตว์อุดมไปด้วยไขมัน คอเลสเตอรอล สาเหตุสำคัญของโรค เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น
การดื่มชาเขียวควบคู่กับผักผลไม้มีส่วนช่วยยับยั้งกลไกของยีนก่อมะเร็ง เหมาะสำหรับคนที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และป้องกันการเป็นมะเร็งซ้ำ ดังนั้น การรับประทานมังสวิรัติหรืออาหารเจ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันแม่ในประเทศต่างๆ
ท่านทราบหรือไม่ว่า วันแม่แห่งชาติของประเทศต่างๆทั่วโลกนั้น ตรงกันวันไหน เดือนอะไรบ้าง? มาดูกันเลยดีกว่า
ประเทศรัสเซีย กำหนดเอาวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ
สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ใช้วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
ประเทศนอรเวย์ กำหนดเอาวันอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์
วันที่ 8 มีนาคม ในประเทศ บัลแกเรีย, แอลเบเนีย
วันอาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเล็นท์ (มาเทอริง ซันเดย์) (วันไหนก็ไม่รู้) ในประเทศ สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์
วันที่ 21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผ ลิ) ในประเทศ จอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อียิปต์
วันอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ โปรตุเกส, ลิทัวเนีย, สเปน, แอฟริกาใต้, ฮังการี
วันที่ 8 พฤษภาคม ในประเทศ เกาหลีใต้ (วันผู้ปกครอง)
วันที่ 10 พฤษภาคม ในประเทศ กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้, บาห์เรน, ปากีสถาน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย, โอมาน
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ แคนาดา, สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, เดนมาร์ก, ตุรกี, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, บราซิล, เบลเยียม, เปรู, ฟินแลนด์, มอลตา, เยอรมนี, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, อิตาลี, เอสโตเนีย, ฮ่องกง
วันที่ 26 พฤษภาคม ในประเทศ โปแลนด์
วันที่ 27 พฤษภาคม ในประเทศ โบลิเวีย
วันอาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ สาธารณรัฐโดมินิกัน, สวีเดน
วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายนหรือ อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ ฝรั่งเศส
วันที่ 12 สิงหาคม ในประเทศไทยของเราเอง (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)
วันที่ 15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ) ในประเทศ คอสตาริกา, แอนท์เวิร์ป (เบลเยียม)
วันอาทิตย์ที่สองหรือสามของเดือนตุลาคม ในประเทศ อาร์เจนตินา (Día de la Madre)
วันที่ 28 พฤศจิกายน ในประเทศ รัสเซีย
วันที่ 8 ธันวาคม ในประเทศ ปานามา
วันที่ 22 ธันวาคม ในประเทศ อินโดนีเซีย
ประเทศรัสเซีย กำหนดเอาวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ
สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ใช้วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
ประเทศนอรเวย์ กำหนดเอาวันอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์
วันที่ 8 มีนาคม ในประเทศ บัลแกเรีย, แอลเบเนีย
วันอาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเล็นท์ (มาเทอริง ซันเดย์) (วันไหนก็ไม่รู้) ในประเทศ สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์
วันที่ 21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผ ลิ) ในประเทศ จอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อียิปต์
วันอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ โปรตุเกส, ลิทัวเนีย, สเปน, แอฟริกาใต้, ฮังการี
วันที่ 8 พฤษภาคม ในประเทศ เกาหลีใต้ (วันผู้ปกครอง)
วันที่ 10 พฤษภาคม ในประเทศ กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้, บาห์เรน, ปากีสถาน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย, โอมาน
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ แคนาดา, สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, เดนมาร์ก, ตุรกี, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, บราซิล, เบลเยียม, เปรู, ฟินแลนด์, มอลตา, เยอรมนี, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, อิตาลี, เอสโตเนีย, ฮ่องกง
วันที่ 26 พฤษภาคม ในประเทศ โปแลนด์
วันที่ 27 พฤษภาคม ในประเทศ โบลิเวีย
วันอาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ สาธารณรัฐโดมินิกัน, สวีเดน
วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายนหรือ อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ในประเทศ ฝรั่งเศส
วันที่ 12 สิงหาคม ในประเทศไทยของเราเอง (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)
วันที่ 15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ) ในประเทศ คอสตาริกา, แอนท์เวิร์ป (เบลเยียม)
วันอาทิตย์ที่สองหรือสามของเดือนตุลาคม ในประเทศ อาร์เจนตินา (Día de la Madre)
วันที่ 28 พฤศจิกายน ในประเทศ รัสเซีย
วันที่ 8 ธันวาคม ในประเทศ ปานามา
วันที่ 22 ธันวาคม ในประเทศ อินโดนีเซีย
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
เผยคนไทย 1 ล้านคน ป่วยโรคอัลไซเมอร์
ศึกษาพบคนไทยถึง 1 ล้านคนเป็นอัลไซเมอร์ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยคนแก่เป็นกลุ่มเสี่ยง แนะป้องกันอย่างใกล้ชิด... นพ.ธงชัย ทวิชาชาติ กรรมการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าววันนี้ (26 พ.ค.) ว่า จากผลศึกษาของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขพบปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 7 ล้านคน และคาดว่า จะมีผู้สูง อายุเป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 2.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ถึง 1 ล้านกว่าคน ที่สำคัญยังพบว่าแนวโน้มของผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทยจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงต้องมีการดำเนินการป้องกันอย่างใกล้ชิด กรรมการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า อาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์มีหลายระดับเริ่ม แรกอาจจะเป็นเพียงหลงลืมเล็กน้อย จนถึงระดับที่เป็นมาก โดยเริ่มจาก 1. ความผิดปกติด้านความทรงจำ จำอะไรไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำใหม่ และเริ่มมากขึ้นจนลืมความทรงจำในอดีต 2. ความผิดปกติเกี่ยวกับการใช้ภาษา ผู้ป่วยจะหาคำพูดที่เหมาะสมกับคำที่จะพูดไม่ได้ เรียกชื่อสิ่งของผิดและไม่มีสมาธิทำให้ไม่สามารถสนทนาหรือสร้างประโยคได้จึงทำให้พูดประโยคสั้นลงจนในที่สุดอาจจะพูดซ้ำๆ หรือไม่พูดเลย 3. ความผิด ปกติเกี่ยวกับความรู้ทิศทางและเวลา ผู้ป่วยอาจหลงทาง ไม่รู้วัน เวลา สถานที่ บุคคล และกลางคืนไม่ยอมนอน หรือนอนไม่เป็นเวลานพ.ธงชัย กล่าวถึงอาการเตือนโรคอัลไซเมอร์ต่อว่า 4.ความผิดปกติของความเฉลียวฉลาด ความสามารถของผู้ป่วยที่เคยมีขาดหายไป 5.บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงและพบอาการทางจิตเวช โดยอาการที่พบบ่อยมากที่สุดคือ มีพฤติกรรมซ้ำๆ ซึมเศร้า ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หงุดหงิด หวาดระแวง และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การแสดงออกทางสังคมไม่เหมาะสม เห็นภาพหลอน หูแว่ว เป็นต้น และ 6. ความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหวและระบบประสาทส่วนอื่นๆ ด้านคุณหญิงอุไรวรรณ ศิรินุพงศ์ รองประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อป้องกันกลุ่มเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ 1-5 มิ.ย.นี้ มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์ฯ จะร่วมกับ กรุงเทพมหานครและศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ได้จัดทำ โครงการ “คัดกรองความจำ” ขึ้น ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่งในเขตกรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอาย และผู้ดูแลได้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทราบถึงสัญญาณเตือนถึงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพื่อการเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่เริ่มแรก โดยกลุ่มคนที่ควรจะไปคัดกรองความจำในครั้งนี้คือผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ผู้ที่มีปัญหาเรื่องความจำ มีปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากมีญาติมีประวัติเคยรักษาโรคอัลไซเมอร์ส่วน พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ได้เตรียมความพร้อมในด้านการให้บริการกับผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วมคัดกรองในครั้งนี้ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ หัวหน้าคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ รศ.พวงสร้อย วรกุล นักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาให้การอบรมเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง ด้วย
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ประวัติกาแฟไทย
ประวัติกาแฟไทย ]
สร้างเมือ 30-05-2007
-->
คำว่า กาแฝ่ ปรากฏในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อปี พ . ศ .2416 ว่า
กาแฝ่ , ต้นไม้อย่างหนึ่ง มาแต่เมืองนอก เม็ดมันต้มน้ำร้อนกินคล้ายใบชา
มีบันทึกว่าเมืองไทยปลูกกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทว่าแพร่หลายจริงจัง นิยมปลูกและนิยมดื่มก็ล่วงเข้ามาสมัยรัตนโกสินทร์ ในพ . ศ .2367 สมัยรัชกาลที่ 3 ประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ( ดัตช์ ) ได้มีการนำกาแฟมาทดลองปลูกกันในพระบรมมหาราชวังและแจกจ่ายให้เสนาบดีเพาะต้นกาแฟแจกจ่ายไปปลูกกัน
ในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระมหาประยูรวงศ์ ท่านมีสวนกาแฟ เมื่อคราวได้ต้อนรับเซอร์ยอร์น เบาว์ริ่ง ท่านได้มอบกาแฟให้ท่านเซอร์ไปเป็นตัวอย่างถึง 3 กระสอบ นอกจากนี้พ่อค้าชาวดัตซ์หรือชาวอังกฤษจากแหลมมาลายูอาจนำกาแฟเข้ามาแลกเปลี่ยนกันสินค้ากับพ่อค้าชาวไทยจึงมีการนำพันธุ์กาแฟมาปลูกในพื้นที่ภาคใต้ กาแฟพันธุ์โรบัสต้า สันนิฐานว่านำมาปลูกราว ปี พ . ศ .2447 ชาวไทยอิสลามชื่อ นายตีหมุน เป็นผู้นำมาปลูกครั้งแรกที่ตำบลบ้านตะโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สันนิษฐานว่านำมาจากประเทศอินโดนีเซีย เพราะช่วงนั้นประเทศอินโดนีเซียกำลังตื่นตัวการปลูกกาแฟโรบัสต้า จากบันทึกของพระสารศาสตร์พลขันธ์ ( นายเจรินี ชาวอิตาลี ) กล่าวว่าประเทศไทยมีการนำพันธุ์กาแฟอาราบิก้าเข้ามาปลูกตั้งแต่ปี พ . ศ .2493 แล้ว ต่อมาในระหว่างปี 2515-2522 ได้มีการดำเนินโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นในเขตภาคเหนือ พบว่ากาแฟอาราบิก้ามีศักยภาพในการปลูกทดแทนฝิ่นได้ ในปี 2523 จึงมีการส่งเสริมปลูกกาแฟอาราบิก้าทดแทนฝิ่นจนถึงปัจจุบัน
ส่วนวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมีการเปิดร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงเทพฯ โดยชาวอเมริกัน ตั้งอยู่ที่บริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ต่อมาได้มีร้านขายของชำชื่อ ตุงฮูสโตร์ขายกาแฟยี่ห้อ ตุงฮู ในสมัยราชกาลที่ 6 โปรดเกล้าให้ตั้งร้านกาแฟชื่อ นรสิงห์ ขึ้นบริเวณริมถนนศรีอยุธยาริมลานพระบรมรูปทรงม้า ต่อมามีการตั้งร้านกาแฟขึ้นอีกหลายร้าน ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันเช่น ออนล๊อกหยุ่น เอี๊ยแซ เป็นต้น
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สอบไม่ติด...ก็แค่เรื่องธรรมดา
ยังมีคนอีกตั้งครึ่งค่อนประเทศที่พลาดหวังจากการสอบในครั้งนี้เหมือนเรา
น้องคนไหน ที่กำลังตกอยู่ในห้วงของความผิดหวัง เสียใจ และทดท้อหมดกำลังใจจากผลของการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันการศึกษาตามที่คาดหวังเอาไว้ อย่าเพิ่งปล่อยให้ตัวเองโดนกลืนกินด้วยความท้อถอยไปนะคะ อยากให้ลองหันมาฟังทางนี้ เอ้า ก็ชีวิตมันยังไม่ได้จะจบตรงนี้ซะหน่อย ถ้าไม่ลุกแล้วเดินต่อ จะไปถึงปลายทางได้อย่างไรกันจ๊ะ
อย่าลืมไปว่า นี่เป็นแค่หนึ่งเรื่องที่ผ่านเข้ามาทดสอบความเข้มแข็งของเราเท่านั้น การวัดนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสอบติดหรือไม่ติดตามสิ่งที่ตัวเองหวัง แต่อยู่ที่การเรียนให้ได้ดีในคณะและวิชาที่เราเลือก และสามารถนำความรู้ทีได้รับ ออกมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและในชีวิตจริงต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ผู้คนที่ก้าวมาอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตมากมาย ก็ไม่ได้มาจากมหาลัยปิดหรือมหาวิทยาลัยรัฐเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ไม่ใช่เครื่องวัดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต ต้องเรียกว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นถึงจะถูก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเริ่มชีวิตของเราอย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญลองมองรอบๆ ตัว ออกไปจนถึงข้างนอก ตามถนนหนทาง ผู้คนมากมายที่มีเรื่องผิดหวัง คงไม่ใช่เราคนเดียวเท่านั้นที่พลาดหวังจากการสอบในครั้งนี้ ยังมีคนอีกตั้งครึ่งค่อนประเทศที่เหมือนเรา ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเสียอกเสียใจไม่ต้องคิดทำอะไรกันต่อไป เปล่าเลย เรียนที่นี่ไม่ได้ ก็เรียนที่อื่น หรือไม่ก็เตรียมตัวใหม่อีกครั้งเพื่อลองใหม่อีกปีหน้า ถ้าอยากจะสอบคณะที่เราหวังให้ได้จริงๆ เอ้า ก็ลองใหม่ไม่ว่ากัน แต่สิ่งสำคัญ ต้องเข้าใจไว้อย่างว่า วิชาความรู้นั้น เราหาและขวนขวายได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะต่อให้เราสอบชิงชัยได้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งตามที่เราหวังไว้ แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ไม่เอาวิชาหรือสิ่งที่ประโยชน์ติดตัวออกมา ก็ไม่น่าจะลงแรงสอบแข่งขันให้เหนื่อยเปล่าเลย เรียกว่าไปกินที่คนอื่นที่เขามีความตั้งใจจะเรียนซะเปล่าๆ บางคนอาจจะห่วงไปถึงเรื่องการทำงาน ว่าชื่อของสถาบันอาจมีผลต่อการสมัครงานหรือรับเข้าทำงานในวันข้างหน้า กับความเชื่อที่ว่าใครมาจากสถาบันชื่อดังก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณามากกว่านั้น อยากจะบอกว่ามันหมดยุคไปแล้วจ้ะ เดี๋ยวนี้โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น โอกาสมีรออยู่เสมอสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความกระตือรือร้นในการทำงานมากกว่าคนที่มีแค่ชื่อสถาบันติดตัวออกมาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะจบมาจากที่ไหนไม่สำคัญ มันอยู่ที่ว่าเราฝึกฝนตัวเองให้พร้อมเริ่มต้นการทำงานในชีวิตจริงได้มากน้อยแค่ไหน โอกาสย่อมเป็นของคนที่พร้อมกว่าไม่ใช่คนที่มาจากที่ๆ ดังกว่าซะหน่อย แต่ถึงแม้ชื่อสถาบันจะแทบไม่มีผลต่อการคัดเลือกเข้าทำงานในสมัยนี้แล้ว แต่ผลการเรียนนั้นยังเป็นส่วนสำคัญที่ยังคงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะยังถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความรับผิดชอบของตัวเราที่มีได้อย่างชัดเจนมาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน ก็ต้องตั้งใจให้เกรดสวยๆ ไว้ ไม่เสียหายแน่นอนเส้นทางสู่ความสำเร็จนั้น ไม่ได้ถูกขีดไว้เป็นเส้นตรง มีหนทางมากมายที่เราจะเลือกก้าวเดินไปเพื่อให้ถึงจุดนั้นของชีวิต เพราะฉะนั้น จงเลือกทางที่เหมาะสมให้กับตัวเราเอง ส่วนจะใช้เวลาในการเดินทางเร็วหรือช้านั้นไม่สำคัญ แต่จงมองหามุมที่มีความสุขบนเส้นทางนั้นให้เจอ แล้วเต็มที่กับทางที่เราเลือก ก้าวเดินอย่างมั่นใจ อย่าให้เสียกำลังใจของคนที่เอาใจช่วยเราอยู่รอบๆ ข้าง ความสุขและความสำเร็จมีให้เราไขว่คว้าอยู่รอบตัว ลองเปิดใจให้กว้างแล้วค้นหาสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง ยังมีสิ่งใหม่น่าค้นหารอเราอยู่ในทางข้างหน้ามากมาย ถ้าไม่ก้าวเดินไป จะเจอสิ่งดีๆ ที่รออยู่ได้อย่างไรกันจ๊ะ จริงไหม
น้องคนไหน ที่กำลังตกอยู่ในห้วงของความผิดหวัง เสียใจ และทดท้อหมดกำลังใจจากผลของการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันการศึกษาตามที่คาดหวังเอาไว้ อย่าเพิ่งปล่อยให้ตัวเองโดนกลืนกินด้วยความท้อถอยไปนะคะ อยากให้ลองหันมาฟังทางนี้ เอ้า ก็ชีวิตมันยังไม่ได้จะจบตรงนี้ซะหน่อย ถ้าไม่ลุกแล้วเดินต่อ จะไปถึงปลายทางได้อย่างไรกันจ๊ะ
อย่าลืมไปว่า นี่เป็นแค่หนึ่งเรื่องที่ผ่านเข้ามาทดสอบความเข้มแข็งของเราเท่านั้น การวัดนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสอบติดหรือไม่ติดตามสิ่งที่ตัวเองหวัง แต่อยู่ที่การเรียนให้ได้ดีในคณะและวิชาที่เราเลือก และสามารถนำความรู้ทีได้รับ ออกมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและในชีวิตจริงต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ผู้คนที่ก้าวมาอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตมากมาย ก็ไม่ได้มาจากมหาลัยปิดหรือมหาวิทยาลัยรัฐเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ไม่ใช่เครื่องวัดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต ต้องเรียกว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นถึงจะถูก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเริ่มชีวิตของเราอย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญลองมองรอบๆ ตัว ออกไปจนถึงข้างนอก ตามถนนหนทาง ผู้คนมากมายที่มีเรื่องผิดหวัง คงไม่ใช่เราคนเดียวเท่านั้นที่พลาดหวังจากการสอบในครั้งนี้ ยังมีคนอีกตั้งครึ่งค่อนประเทศที่เหมือนเรา ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องเสียอกเสียใจไม่ต้องคิดทำอะไรกันต่อไป เปล่าเลย เรียนที่นี่ไม่ได้ ก็เรียนที่อื่น หรือไม่ก็เตรียมตัวใหม่อีกครั้งเพื่อลองใหม่อีกปีหน้า ถ้าอยากจะสอบคณะที่เราหวังให้ได้จริงๆ เอ้า ก็ลองใหม่ไม่ว่ากัน แต่สิ่งสำคัญ ต้องเข้าใจไว้อย่างว่า วิชาความรู้นั้น เราหาและขวนขวายได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะต่อให้เราสอบชิงชัยได้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งตามที่เราหวังไว้ แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ไม่เอาวิชาหรือสิ่งที่ประโยชน์ติดตัวออกมา ก็ไม่น่าจะลงแรงสอบแข่งขันให้เหนื่อยเปล่าเลย เรียกว่าไปกินที่คนอื่นที่เขามีความตั้งใจจะเรียนซะเปล่าๆ บางคนอาจจะห่วงไปถึงเรื่องการทำงาน ว่าชื่อของสถาบันอาจมีผลต่อการสมัครงานหรือรับเข้าทำงานในวันข้างหน้า กับความเชื่อที่ว่าใครมาจากสถาบันชื่อดังก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณามากกว่านั้น อยากจะบอกว่ามันหมดยุคไปแล้วจ้ะ เดี๋ยวนี้โลกการทำงานเปิดกว้างมากขึ้น โอกาสมีรออยู่เสมอสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความกระตือรือร้นในการทำงานมากกว่าคนที่มีแค่ชื่อสถาบันติดตัวออกมาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะจบมาจากที่ไหนไม่สำคัญ มันอยู่ที่ว่าเราฝึกฝนตัวเองให้พร้อมเริ่มต้นการทำงานในชีวิตจริงได้มากน้อยแค่ไหน โอกาสย่อมเป็นของคนที่พร้อมกว่าไม่ใช่คนที่มาจากที่ๆ ดังกว่าซะหน่อย แต่ถึงแม้ชื่อสถาบันจะแทบไม่มีผลต่อการคัดเลือกเข้าทำงานในสมัยนี้แล้ว แต่ผลการเรียนนั้นยังเป็นส่วนสำคัญที่ยังคงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะยังถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความรับผิดชอบของตัวเราที่มีได้อย่างชัดเจนมาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน ก็ต้องตั้งใจให้เกรดสวยๆ ไว้ ไม่เสียหายแน่นอนเส้นทางสู่ความสำเร็จนั้น ไม่ได้ถูกขีดไว้เป็นเส้นตรง มีหนทางมากมายที่เราจะเลือกก้าวเดินไปเพื่อให้ถึงจุดนั้นของชีวิต เพราะฉะนั้น จงเลือกทางที่เหมาะสมให้กับตัวเราเอง ส่วนจะใช้เวลาในการเดินทางเร็วหรือช้านั้นไม่สำคัญ แต่จงมองหามุมที่มีความสุขบนเส้นทางนั้นให้เจอ แล้วเต็มที่กับทางที่เราเลือก ก้าวเดินอย่างมั่นใจ อย่าให้เสียกำลังใจของคนที่เอาใจช่วยเราอยู่รอบๆ ข้าง ความสุขและความสำเร็จมีให้เราไขว่คว้าอยู่รอบตัว ลองเปิดใจให้กว้างแล้วค้นหาสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง ยังมีสิ่งใหม่น่าค้นหารอเราอยู่ในทางข้างหน้ามากมาย ถ้าไม่ก้าวเดินไป จะเจอสิ่งดีๆ ที่รออยู่ได้อย่างไรกันจ๊ะ จริงไหม
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)